CEO ARTICLE

MOU 44

Published on November 19, 2024


Follow Us :

    

MOU 44

MOU 44 คืออะไร และจะยกเลิกได้หรือไม่ ?

MOU มาจากคำว่า Memorandum of Understanding
“Memorandum” หมายถึง บันทึกช่วยจำ
“Understanding” หมายถึง ความเข้าใจ
MOU จึงมีความหมายรวมว่า บันทึกช่วยจำตามความเข้าใจร่วมกันของผู้ลงนาม
MOU เป็นบันทึกที่ทำขึ้นในทางธุรกิจเป็นส่วนใหญ่ ผู้ขาย ผู้ซื้อ หรือคู่สนทนาเจรจากัน มีความเข้าใจกันในระดับหนึ่งจึงร่วมกันทำ MOU ขึ้นเพื่อเตือนความจำในสิ่งที่ต่างฝ่ายต่างเข้าใจ
MOU เป็นเพียงความเข้าใจ ไม่ใช่สัญญา (Contract) จึงไม่มีผลทางกฎหมาย
เมื่อฝ่ายใดมีความเข้าใจเป็นอื่นในภายหลัง มีความคิดอยากเปลี่ยนแปลง หรืออยากแก้ไข MOU ก็สามารถเปลี่ยนแปลง แก้ไข หรือยกเลิกได้โดยไม่ถูกฟ้อง
นั่นเพราะ MOU เป็นเรื่องของธุรกิจ อยู่ภายใต้กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ภายในประเทศที่ยึดถือสัญญาเป็นหลัก ไม่ยึดถือบันทึกความเข้าใจที่อาจตีความแล้วเข้าใจไม่ตรงกัน
แต่พอเป็นบันทึกความเข้าใจระหว่างประเทศที่ทำขึ้นในปี พ.ศ. 2544 จึงเป็น MOU 44 เป็นความเข้าใจระหว่างประเทศที่อยู่เหนือกฎหมายของประเทศใดประเทศหนึ่ง
แม้ MOU ระหว่างประเทศจะไม่ใช่สัญญาเหมือน MOU ทางธุรกิจ แต่เมื่อเป็นความเข้าใจระหว่างประเทศจึงเกี่ยวพันกับความสัมพันธ์และความน่าเชื่อถือที่มีต่อประเทศอื่น เมื่อลงนามแล้วจะยกเลิกก็ควรมีเหตุผลเพียงพอให้นานาอารยประเทศยอมรับ
MOU 44 ไม่ใช่บันทึกเรื่องการแบ่งเกาะกูดโดยตรง แต่เป็นเรื่องการแบ่งผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อนที่อยู่ในทะเลราว 26,000 ตารางกิโลเมตรที่มีการเริ่มต้นเจรจากันตั้งแต่ปี พ.ศ. 2513
การเจรจาไม่มีความคืบหน้า พอถึงปี พ.ศ. 2544 รัฐบาลโดยคุณทักษิณก็หยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเจรจาใหม่ มีการกำหนดกรอบแบ่งปันผลประโยชน์พื้นที่ทับซ้อน และนำไปสู่การลงนาม MOU 44 ตามข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว จากนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
ปี พ.ศ. 2552 รัฐบาลคุณอภิสิทธิ์เห็นความไม่ชอบมาพากลจึงให้กระทรวงการต่างประเทศไปพิจารณายกเลิกด้วยเหตุผลที่น่าเชื่อถือ แต่กลับไม่มีการยกเลิก ไม่มีเหตุผลให้สืบค้นจึงได้แต่เดาว่าน่าจะเกิดจากเหตุการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองในปี พ.ศ. 2552
ปี พ.ศ. 2554 รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ก็นำ MOU 44 มาเจรจาต่อในลักษณะพื้นที่พัฒนาร่วม หรือ JDA (Joint Development Area) แต่ประชาชนเริ่มรับรู้ และคัดค้านจำนวนมาก
กระทั่งถึงปี พ.ศ. 2557 ก็เกิดการรัฐประหาร และปี พ.ศ. 2567 รัฐบาลคุณแพทองธารก็ยก MOU 44 ขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางการรับรู้ประชาชนที่มากขึ้น การเห็นด้วย และการคัดค้านมากขึ้น

ไม่มีใครตอบได้ชัด ๆ ว่า ประเทศไทยเสียเปรียบจริงหรือไม่ และมีผลประโยชน์ทับซ้อนให้นักการเมืองจริงหรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ขณะลงนามใน MOU 44 ในปี พ.ศ. 2544 อยู่ในระหว่างการใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 แต่ประชาชนกลับมีส่วนรับรู้น้อยมาก หรืออาจไม่รับรู้เลย
เนื้อหาในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 224 บัญญัติว่า (โดยย่อ) “การลงนามในสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และต้องผ่านรัฐสภาก่อน”
การแบ่งปันผลประโยชน์อยู่ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล อาจเป็นพื้นที่ของไทย อาณาเขตของไทยอาจเปลี่ยนแปลงซึ่งเข้าข่ายมาตรา 224 นี้ และอาจทำให้ไทยเสียดินแดนในอนาคตก็ได้
การนำ MOU 44 ไปอภิปรายในสภาตามรัฐธรรมนูญ และทำให้ประชาชนรับรู้จึงเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลจึงยุติความขัดแย้งนี้ได้ด้วยวิธีการง่าย ๆ ถึง 2 ทาง
1. นำ MOU 44 และกรอบที่จะเจรจาใหม่เข้าสู่สภา ให้ประชาชนรับรู้ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 178 ที่มีบทบัญญัติคล้ายกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 224 แต่เนื้อหาแน่นกว่า
ข้อดีคือ หากประเทศไทยได้ประโยชน์จริงประชาชนจะสนับสนุน เมื่อสภาเห็นชอบ รัฐบาลก็เดินหน้าเจรจาต่อได้ ข้อเสียคือ หากฝ่ายตรงข้ามรู้ว่าเสียเปรียบก็อาจไม่เจรจา
แต่หากสภาไม่เห็นชอบก็หมายถึง ประชาชนไม่เห็นชอบ เป็นเหตุผลให้ประเทศที่ปกครองด้วยรัฐธรรมนูญยอมรับ เป็นเหตุผลให้ยกเลิก MOU 44 และทำให้ประเทศไทยยังดูน่าเชื่อถือ
2. เดินหน้าเจรจาตาม MOU 44 ไปก่อน เมื่อตกลงแบ่งผลประโยชน์กันได้ค่อยนำเข้าสู่สภาภายหลัง หากสภาไม่เห็นชอบก็ค่อยไปยกเลิกการเจรจา และยกเลิก MOU 44 ต่อไป
ข้อดีคือ ฝ่ายตรงข้ามไม่รู้ ยอมเจรจาด้วย ข้อเสียคือ ประชาชนที่คัดค้านค้านจะต่อต้านมากขึ้น
รัฐบาลมี 2 ทางให้เลือกที่ทำให้ภายในสงบ หรือต่อต้าน ส่วนประชาชนก็มี 2 ทางให้เลือกเหมือนกัน คือ 1 ส่งเสียงให้นำกรอบการเจรจาเข้าสู่สภาก่อน หรือ 2 อยู่เฉย ๆ ปล่อยให้รัฐบาลดำเนินการไปก่อน แล้วค่อยมาว่ากันตอนเข้าสู่สภาภายหลัง ทุกอย่างอยู่ที่วิธีการคิดของรัฐบาล
รัฐบาลคิดอย่างไร ทำอย่างไร ประเทศก็จะเป็นอย่างนั้น MOU 44 จะทำให้ประเทศไทยได้ หรือเสียประโยชน์จึงอยู่ที่รัฐบาล และอยู่ที่ประชาชนผ่านมือ ส.ส. ที่เป็นตัวแทนประชาชนจะพาไป.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
for Home and Health,
please visit https://www.inno-home.com

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : November 19, 2024

Logistics

ประเทศใดจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษีศุลกากรของทรัมป์?

โดนัลด์ ทรัมป์ให้คำมั่นว่าจะจัดเก็บภาษีสินค้าที่นำเข้าเป็นส่วนหนึ่งของวาระทางเศรษฐกิจในการเข้าดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของเขา ในขณะที่จีนมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุด อย่างไรก็ดี ประเทศอื่นๆ รวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ ก็กลับมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกาจะใช้เครื่องมือทางภาษีศุลกากรเพื่อกระตุ้นภาคธุรกิจของสหรัฐฯ โดยจะจัดเก็บภาษีสินค้าจากประเทศจีนสูงถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และจัดเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากประเทศอื่นๆ สูงถึง 20 เปอร์เซ็นต์

แม้ว่านโยบายภาษีศุลกากรทั้งหมดจะต้องได้รับการอนุมัติจากรัฐสภา แต่นักเศรษฐศาสตร์หลายคนได้เริ่มคาดเดาถึงผลกระทบที่นโยบายดังกล่าวจะมีต่อตลาดโลกแล้ว อาทิ ดร. Rishav Bista ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสคริสเตียน กล่าวกับนิตยสาร Newsweek ว่า “แม้ว่านโยบายภาษีศุลกากรของทรัมป์จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนมากขึ้น แต่คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ทางการค้ากับสหภาพยุโรปด้วยเช่นกัน”

เช่นเดียวกับนาย Edward M. Feasel ประธานและศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่ Soka University of America กล่าวกับ Newsweek ว่า “หากประธานาธิบดีทรัมป์ยังคงรักษาคำสัญญาที่จะขึ้นภาษีศุลกากรในทุกประเทศและสูงสุดกับประเทศจีน การส่งออกและ GDP ในระบบเศรษฐกิจของประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ จะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน” Feasel กล่าวเสริมว่า “ประเทศเหล่านี้ พึ่งพาการส่งออกที่เป็นแหล่งของอุปสงค์มากกว่าสหรัฐฯ มาก โดยอัตราส่วนการส่งออกต่อ GDP ของประเทศ G7 อื่นๆ สูงกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สหรัฐฯ อยู่ที่ประมาณ 11 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนมักลืมไปว่าการส่งออกเป็นแหล่งที่มาของอุปสงค์สำคัญสำหรับประเทศต่างๆ ทั่วโลก และช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจและความเจริญรุ่งเรืองในปัจจุบัน

ประเทศจะที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากภาษีศุลกากรของทรัมป์

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนเตือนว่าภาษีศุลกากรของโดนัลด์ ทรัมป์อาจส่งผลกระทบต่อพันธมิตรของสหรัฐฯ

ซึ่งมีบางบริบทแสดงให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้ที่ยุโรปอาจได้รับผลกระทบมากกว่าจีน การศึกษาแบบจำลอง
โดย Financial Times และ Allianz Trade ได้แสดงให้เห็นว่ายุโรปจะได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากสงครามการค้านี้ จากสมมุติฐานว่าหากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีจีนเป็น 25 เปอร์เซ็นต์และ 5 เปอร์เซ็นต์สำหรับประเทศอื่นๆ ของโลก ที่ไม่รวมแคนาดาและเม็กซิโก ในสถานการณ์นี้ คาดว่าประเทศต่างๆ ในยุโรปจะสูญเสียรายได้รวมกันเป็นมูลค่า 38,600 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 – 2569 เมื่อเทียบกับการขาดทุนของจีนอยู่ที่เพียง 34,200 ล้านเหรียญสหรัฐ ทั้งนี้
ในกรณีที่เกิด “สงครามการค้าเต็มรูปแบบ” โดยมีการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 60 เปอร์เซ็นต์และจากประเทศอื่นๆ ทั้งหมด 10 เปอร์เซ็นต์ แบบจำลองนี้แสดงให้เห็นว่าจีนจะสูญเสียมูลค่ารวมประมาณ 125,300 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568 – 2569 ในขณะที่ยุโรปจะสูญเสีย 124,800 ล้านเหรียญสหรัฐ

นาย Patrick Dine ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทที่ปรึกษา PSD Global กล่าวกับนิตยสาร Newsweek ว่า “เป้าหมายของการขึ้นภาษีนำเข้าจะอยู่ที่ประเทศจีน และประเทศมีการส่งออกสินค้าเข้ามายังสหรัฐฯ มากที่สุด ซึ่งรวมถึงกรณีอย่างประเทศเยอรมนีด้วย โดยทราบดีว่ารถยนต์ BMW มีแหล่งกำเนิดจากประเทศเยอรมนี และแม้ว่าได้ย้ายฐานการผลิตรถยนต์จำนวนมากมาตั้งในเซาท์แคโรไลนาแล้ว ก็ยังคงมีความเสี่ยงที่จะโดยผลกระทบเกี่ยวกับภาษีนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์เช่นกัน” นาย Patrick กล่าวเสริมว่า “ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประเทศที่ส่งออกสินค้ารายใหญ่ที่สุดมายังสหรัฐฯ นั่นก็คือประเทศจีนและประเทศอื่นๆ ในเอเชีย สำหรับแคนาดาและเม็กซิโกจะได้รับผลกระทบไม่มาก เนื่องจากยังมีข้อตกลงการค้าเสรีเป็นเกราะป้องกัน แต่ทั้งสองประเทศก็จะได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน”

สหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำเข้าสินค้ารายใหญ่เป็นอันดับ 2 และเป็นผู้นำเข้าบริการอันดับ 1 ของโลก ในปี 2565สหรัฐอเมริกานำเข้าสินค้ามูลค่ารวม 3.2 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าบริการมูลค่า 680.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามข้อมูลของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐอเมริกา (Office of the United States Trade Representative) ซึ่งผู้ส่งออก 5 อันดับแรกของสหรัฐฯ ได้แก่ จีน (536.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ) เม็กซิโก (454.8 พันล้านเหรียญสหรัฐ) แคนาดา (436.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) ญี่ปุ่น (148.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ) และเยอรมนี (146.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ) โดยสหรัฐฯ นำเข้าสินค้าจาก 27 ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรปรวมกันมีมูลค่า 553.3 พันล้านเหรียญสหรัฐ และสำหรับภาคบริการ ในปี 2565 สหรัฐฯ นำเข้าภาคบริการมากที่สุดจากสหราชอาณาจักร มีมูลค่า 70.8 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็น 10.4 เปอร์เซ็นต์ของการนำเข้าบริการทั้งหมด โดยการนำเข้าภาคบริการของสหรัฐฯ จากประเทศสมาชิก 27 ประเทศของสหภาพยุโรปรวมกันมีมูลค่า 166.7 พันล้านดอลลาร์

จากรายงาน ของ U.S. Office of Technology Evaluation การนำเข้าจากจีนของสหรัฐฯ
ในปี 2565 ส่วนใหญ่ คือ สินค้าเครื่องจักรและเครื่องใช้กลไก (47.7 เปอร์เซ็นต์) สินค้าผลิตอื่นๆ (13.5 เปอร์เซ็นต์) และสารเคมี พลาสติก ยาง และหนัง (10.5 เปอร์เซ็นต์) และจากรายงานของ Eurostat ระบุว่าในปี 2566 สินค้าส่วนใหญ่ที่สหรัฐฯ นำเข้าจากสหภาพยุโรป ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ยาและเภสัชกรรม รองลงมาคือรถยนต์และยานยนต์ และยารักษาโรค

แม้จะมีการคาดการณ์ว่าจีนและยุโรปจะสูญเสียรายได้มากที่สุด แต่ ดร. Rishav Bista ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยเท็กซัสคริสเตียน ยังคงเชื่อว่าคนอเมริกันจะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากภาษีศุลกากร ซึ่งภาษีศุลกากรที่สูงขึ้นก็หมายถึงราคาที่สูงขึ้นสำหรับการนำเข้าปัจจัยการผลิต (เช่น เหล็กและอลูมิเนียม เป็นต้น) ของผู้ผลิตในสหรัฐฯ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วจะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภคในสหรัฐฯ ดร. Bista กล่าวเสริมว่า “ต้นทุนที่สูงขึ้นนี้อาจส่งผลให้การผลิตลดลง ซึ่งอาจส่งผลให้การว่างงานเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ภัยคุกคามจากการตอบโต้ของประเทศที่ได้รับผลกระทบอาจส่งผลต่อความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมากขึ้น และยังอาจส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นและเพิ่มความผันผวนในตลาดในที่สุด”

อย่างไรก็ดี นาย Edward M. Feasel ได้แย้งว่าการพิจารณาอัตราภาษีศุลกากรที่เหมาะสมที่ไม่ใช่อัตรา 0 เปอร์เซ็นนั้นอาจเป็นเรื่องที่ควรดำเนินการ เนื่องจากการที่คนงานในสหรัฐฯ ต้องย้ายถิ่นฐานจากกระแสโลกาภิวัตน์และการค้าที่เพิ่มมากขึ้นนั้นเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว และทำให้ชาวอเมริกันจำนวนมากผิดหวังกับการสนับสนุนการค้าเสรีของสหรัฐฯ ส่งผลให้มีการโต้แย้งสถานการณ์ดังกล่าว และส่งผลกระทบต่อประเด็นทางการเมืองดังที่เกิดขึ้น

ความเห็นของ สคต. นิวยอร์ก
การได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีของทรัมป์เป็นสมัยที่สองอาจส่งผลให้สหรัฐฯ ดำเนินนโยบายการค้าที่เข้มงวดมากกว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีไบเดน โดยเฉพาะการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าที่สูงขึ้นที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทย ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจไทยควรติดตามนโยบายการค้าของรัฐบาลทรัมป์ว่าจะมีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าต่อสินค้าไทยมากขึ้นหรือไม่ เพื่อปรับปรุงกลยุทธ์ทางการค้าให้สอดรับกับนโยบายดังกล่าว เช่น มุ่งกระจายตลาดส่งออกและลดการพึ่งพาสหรัฐฯ และอาศัยกรอบความร่วมมือระหว่างองค์ระดับภูมิภาคในการลดความเสี่ยงและผลกระทบจากข้อจำกัดทางการค้าของรัฐบาลทรัมป์

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/187953

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *