CEO ARTICLE

Seaworthy

Published on December 3, 2024


Follow Us :

    

“Seaworthy” เป็นคำที่สำคัญต่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้าอย่างไร ?

“Sea” แปลง่าย ๆ ว่า ทะเล ส่วน “Worthy“ แปลว่า มีความเหมาะสม
เมื่อรวมกันเป็น “Seaworthy” จึงหมายถึง สิ่งที่มีความเหมาะสม มีความแข็งแรงเพียงพอ หรือสิ่งที่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะออกทะเลได้อย่างปลอดภัย
หากนำมาใช้กับคนจะเป็น Seaworthy Person หมายถึง คนที่มีความพร้อมจะออกทะเล
แต่หากนำมาใช้กับหีบห่อเพื่อบรรจุสินค้าจะเป็น Seaworthy Packing หมายถึง การจัดทำหีบห่อให้เหมาะสม และให้แข็งแรงเพียงพอที่จะปกป้องสินค้าให้ปลอดภัยขณะเดินทางในท้องทะเล
หีบห่อที่เป็น Seaworthy Packing จึงต้องคุณสมบัติอย่างน้อย 10 ประการ ดังนี้
1. ต้องไม่บุบสลายง่าย ไม่แตกหัก ไม่ร้าวได้ง่าย ๆ จากแรงเหวี่ยง และแรงกระแทก
2. ต้องคงทนกับการเสียดสีกันเองบนดาดฟ้าเรือ และขณะที่อยู่ในตู้สินค้า (Container)
3. ต้องคงทนกับอุณหภูมิที่เปลี่ยนแปลงฉับพลันระหว่างกลางวันและกลางคืนในท้องทะเล
4. ต้องไม่ทำอันตรายต่อพาหนะขนส่ง ตู้สินค้า และเครื่องมือที่ใช้เคลื่อนย้าย
5. ต้องทำจากวัสดุตามลักษณะสินค้า รองรับน้ำหนักสินค้า และสะดวกต่อการเคลื่อนย้าย
6. ต้องมีที่ยึดเหนี่ยวฝังตามพื้นผิวหีบห่อเพื่อสะดวกต่อการยก การจับ เช่น ตะขอ
7. ต้องสะอาด แห้ง ไม่เปียกง่าย ไม่มีกลิ่นที่ส่งผลกระทบต่อพาหนะขนส่ง และสินค้าอื่น
8. ต้องไม่ทำจากวัสดุที่เกิดจากการสาน (Straw Bags) หรือจากเชือกที่อาจหลุดง่าย
9. ในกรณีที่ใช้เข็มขัดรัด เข็มขัดต้องรับน้ำหนักสินค้าได้ ต้องไม่ทำให้สินค้าหลุดจากกันง่าย
10. ในกรณีที่หีบห่อใช้วัสดุที่ทำจากเทคโนโลยี (Advance Materials) เช่น จากไม้สับ เศษไม้ กระดาษที่เกิดจากอิเล็กทรอนิกส์ หีบห่อต้องมีสายรัดอีกชั้นหนึ่ง
Seaworthy จึงมีคำเตือนที่ดีการจัดทำหีบห่อให้แข็งแรงและปลอดภัยต่อสินค้า
หากหีบห่อไม่ได้ Seaworthy สินค้าส่งออกก็อาจถูกปฏิเสธจากผู้ขนส่ง หากสินค้าเสียหายระหว่างขนส่งก็อาจถูกปฏิเสธความรับผิดชอบทั้งจากผู้ขนส่ง และจากผู้รับประกันภัย (Insurer)
ในกรณีนำเข้าสินค้าที่มีความอ่อนไหว หรือแตกหักง่าย ผู้นำเข้าก็ควรสร้างความเข้าใจกับผู้ขายต่างประเทศให้ชัดเจนขณะสั่งซื้อ หรือในเปิด L/C ด้วยคำว่า “Seaworthy Packing”

Seaworthy ยังใช้ในการขนส่งทางทะเล หรือ Shipping อีกด้วย
Seaworthy Shipping หมายถึง เรือขนส่งที่แข็งแรง ปลอดภัย และพร้อมที่จะออกทะเลซึ่งทำให้เจ้าของเรือขนส่ง หรือผู้ขนส่งต้องมีความรู้ มีความเข้าใจ ต้องเลือกเส้นทางการเดินเรือให้ปลอดภัย และยังต้องเตรียมรับมือให้รอดพ้นจากการปล้นของโจรสลัดที่ไม่คาดฝัน
Seaworthy Shipping จึงเป็นหน้าที่ เป็นความรับผิดชอบของผู้ขนส่ง และเป็นประเพณีที่พัฒนาไปเป็นกฎหมายในการขนส่งของทุกประเทศทั่วโลกที่มีการขนส่งทางทะเล
ประเทศไทยก็มีกฎหมายเรียกว่า พรบ. การรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534
มาตรา 8 กำหนดว่า (โดยย่อ) “ผู้ขนส่งต้องทำให้เรือเดินทางในเส้นทางที่ปลอดภัย ต้องจัดให้มีคน เครื่องมือ เครื่องใช้ อุปกรณ์ที่จําเป็น ต้องจัดพื้นที่บนเรือเพื่อวางสินค้าให้เหมาะสม และให้ปลอดภัยตามสภาพของสินค้าที่จะรับขนส่ง”
มาตรา 52 กำหนดว่า (โดยย่อ) “ผู้ขนส่งไม่ต้องรับผิดชอบความเสียหาย 13 ประการ เช่น จากเหตุสุดวิสัย จากภยันตรายหรืออุบัติเหตุแห่งท้องทะเล หรือการกระทำของโจรสลัด เป็นต้น”
Seaworthy Shipping แม้จะเป็นความรับผิดชอบของผู้ขนส่ง แต่กฎหมายก็มีข้อยกเว้น
หากผู้ส่งออกและผู้นำเข้าไม่ติดตามข่าวสารทั่วโลกเกี่ยวกับเรือ ไม่รู้ลักษณะเรือขนส่ง ไม่รู้ความแข็งแรง ความปลอดภัย ความพร้อมที่จะออกทะเล ไม่รู้ช่วงเวลาที่มีภัยพิบัติ แต่เลือกใช้เรือจากราคาค่าระวางขนส่ง (Freight) ที่ต่ำเพียงอย่างเดียว ผู้ส่งออกและผู้นำเข้าก็อาจเสี่ยงต่อความรับผิดชอบจากข้อยกเว้นตามมาตรา 52
ความเสียหายจากเหตุสุดวิสัย อุบัติเหตุในท้องทะเล หรือโจรสลัด และอื่น ๆ ที่มีกฎหมายบัญญัติเป็นสิ่งที่เกิดได้ตลอดเวลา การป้องกันที่ดีที่สุดจึงเป็นการซื้อประกันภัยการขนส่ง (Marine Insurance) เพื่อให้คุ้มครองภัยที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหนือความคาดหมาย
ทะเลกว้างใหญ่ มีอันตรายที่มองไม่เห็นรอบด้าน
“Seaworthy” จึงเป็นคำเตือนที่สำคัญ เป็นคำที่ใช้กับสิ่งใดก็ต้องทำสิ่งนั้นให้เหมาะกับการออกทะเล และเป็นคำที่ให้ข้อคิดต่อผู้ส่งออกและผู้นำเข้าในการเตรียมตัวป้องกันความเสียหายจากท้องทะเล.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
for Home and Health,
please visit https://www.inno-home.com

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : December 3, 2024

Logistics

รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับ นวัตกรรมพลิกโฉมหน้าธุรกิจบริโภคในจีน

ผู้บริโภคสั่งซื้อสินค้า Delivery ทางออนไลน์สามารถรับสินค้าได้ โดยมีรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับและสามารถจัดส่งสินค้าถึงหน้าบ้านเร็วกว่ากำหนด 1 ชั่วโมง และผู้บริโภคสามารถสั่งซื้ออาหารและรับอาหารได้ไม่เกิน 1 นาที โดยวิธีการสแกน QR Code จากรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับที่เคลื่อนที่ได้อย่างอิสระตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งได้มีการเริ่มทดลองตลาดตั้งแต่ปี 2563 ถึงปัจจุบัน โดยธุรกิจรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับได้มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ซึ่งไม่เพียงแต่พลิกโฉมรูปแบบการจัดส่งสินค้าและพฤติกรรมบริโภคแบบตั้งเดิมของจีน ยังส่งเสริมศักยภาพการพัฒนาของธุรกิจที่เกี่ยวข้องอย่างมหาศาล

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยอุตสาหกรรมธุรกิจประเทศจีน ในปี 2566 ตลาดธุรกิจรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับมีมูลค่าสูงถืง 6,500 ล้านหยวน คาดการณ์ว่าในปี 2569 จะเพิ่มมูลค่าเป็น 17,000 ล้านหยวน และในอีก 10 ปีข้างหน้าจะมีมูลค่าสูงถึง 750,000 ล้านหยวน การพัฒนาดังกล่าวได้รับผลขับเคลื่อนจากการนวัตกรรมเทคโนโลยี ความต้องการทางตลาด และการสนับสนุนจากนโยบายของรัฐบาลจีน จุดเริ่มจากการประยุกต์ใช้รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับเพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัส โควิด-19 จนถึงการประยุกต์ใช้ในการจัดส่งพัสดุ การจัดส่งอาหาร Delivery และการจัดส่งสินค้าของใช้ประจำวันจากร้านค้าและซูเปอร์มาร์เก็ต ข้อมูลสถิติตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงพฤษภาคม 2567 การใช้งานรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับส่วนใหญ่อยู่ที่ภาคตะวันออก ภาคเหนือ และตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ซึ่งในมณฑลเจียงซูมีรถจัดส่งสินค้าแบบไร้คนขับจํานวนมากที่สุด และในเมืองซูโจวของมณฑลเจียงซูเป็นเมืองที่มีรถส่งสินค้าดังกล่าวใช้งานอยู่ในปัจจุบันมากที่สุดในจีน

ปัจจุบันรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับ จะมีขนาดตัวถังเป็นความยาวประมาณ 2.5 เมตร กว้าง 1 เมตร และสูง 1.7 เมตร ความเร็วอยู่ที่ประมาณ 30 กม./ชม. และสามารถวิ่งได้ระยะทางประมาณ 100 กม./การชาร์จหนึ่งครั้ง รถดังกล่าวสามารถขับเคลื่อนได้อย่างคล่องตัว สามารถหลบหลีกทางให้คนเดินถนน หลีกเลี่ยงสิ่งกีดขวางและยานพาหนะ รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับถูกนำมาใช้แพร่หลายในธุรกิจ 3 สาขา ได้แก่ ธุรกิจจัดส่งพัสดุ ธุรกิจจัดส่ง Delivery และธุรกิจจำหน่ายอาหาร โดยมีรายละเอียดดังนี้

ธุรกิจจัดส่งพัสดุ
ด้วยธุรกิจ E-commerce ของจีนมีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด ส่งเสริมให้ธุรกิจโลจิสติกส์และการจัดส่งสินค้ามีการพัฒนาอย่างครบวงจร โดยจีนได้สร้างเครือข่ายโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมและขยายในวงกว้าง และขนาดของตลาดโลจิสติกส์จีนได้กลายเป็นอันดับหนึ่งของโลก เมื่อปี 2566 มูลค่าตลาดโลจิสติกส์ของจีนอยู่ที่ 352.4 ล้านล้านหยวน เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.2 สำหรับปริมาณการจัดส่งพัสดุสูงถึง 132,000 ล้านชิ้น เป็นอันดับที่หนึ่งของโลกติดต่อกันมา 10 ปี การขนส่งแบบ Last-Mile Delivery เป็นปัญหากวนใจของโลจิสติกส์ E-commerce มาตลอด ทั้งในแง่ของต้นทุนการขนส่ง ระยะเวลา และเส้นทางที่ใช้ในการขนส่ง ข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นระหว่างการขนส่งพัสดุจากผู้ผลิตไปยังผู้ซื้อ โดยพนักงานขนส่งมีโอกาสไปผิดเส้นทางหรือหลงทางในอาคารหรือหมู่บ้านได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวมีการจ้างงานที่ยากและมีการเปลี่ยนพนักงานบ่อยครั้ง จากรายงานวิจัยอาชีพผู้ที่ทำงานจัดส่งพัสดุของจีน พบว่าผู้ที่ทำงานจัดส่งพัสดุของจีน ร้อยละ 46.85 ทำงาน 8 – 10 ชั่วโมง/วัน ร้อยละ 33.9 ทำงาน 10 – 12 ชั่วโมง/วัน และผู้ที่ทำงาน 12 ชั่วโมงขึ้นไป สัดส่วนอยู่ที่ร้อยละ 20 และสำหรับช่วงเทศกาล ช้อปปิ้งออนไลน์ เวลาการทำงานของพวกเขาได้มีการเพิ่มอีกหลายชั่วโมง/วัน ดังนั้น การใช้รถขนส่งสินค้าแบบไร้คนขับจะช่วยให้บริษัทเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในการจัดส่งสินค้า ซึ่งปัจจุบัน บริษัทโลจิสติกส์ชั้นนำของจีนหลายรายมีการประยุกต์ใช้รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับในการจัดส่งสินค้าถึงมือลูกค้าแล้ว เช่น Cainiao Express ของบริษัท Alibaba บริษัท JD Logistics บริษัท SF Express บริษัท Federal Express บริษัท China Post บริษัท YTO Express และบริษัท ZTO Express ข้อมูลรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับของบริษัท Cainiao Express ตั้งแต่เริ่มใช้งานจนถึงปัจจุบันมีระยะไมล์สะสมมากกว่า 5 ล้านกิโลเมตร และจัดส่งพัสดุด่วนมากกว่า 40 ล้านชิ้น รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับของ JD Logistics ได้เริ่มดําเนินการจัดส่งแล้วเกือบ 30 เมือง และขอบเขตให้บริการครอบคลุมการจัดส่งพัสดุในย่านชุมชนและย่านธุรกิจ ในไตรมาสแรกของปี 2567 คําสั่งซื้อจัดส่งแบบไร้ขับขับของ JD Logistics เพิ่มขึ้นร้อยละ 100 เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างรวดเร็วของธุรกิจการกระจายสินค้าผ่านรถส่งสินค้าดังกล่าว โดยทางบริษัทมีเป้าหมายจะปรับใช้รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับมากกว่า 200,000 คัน ในอีกสามปีข้างหน้า

ธุรกิจจัดส่ง Delivery
ปัจจุบันตลาดธุรกิจการจัดส่ง Delivery ของจีนมีมูลค่ามากกว่า 200,000 ล้านหยวน การจัดส่ง Delivery จากแพลตฟอร์มออนไลน์ต่อวันในจีน โดยเฉลี่ยมากกว่า 3,440,000 ครั้ง สินค้าที่จัดส่งส่วนใหญ่เป็นข้าวกล่องอาหาร สินค้าของสด (ผลไม้สด ผักสด เนื้อสัตว์) ของใช้ประจำวัน และผลิตภัณฑ์ยาเป็นต้น โดยผู้บริโภคสั่งซื้อจากแพลตฟอร์มออนไลน์แล้ว รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับจะสามารถส่งของภายใน 15 นาที และส่งถึงมือลูกค้าภายใน 30 นาที

ธุรกิจจำหน่ายอาหาร
เมื่อปี 2564 สำนักงานตรวจสอบและควบคุมตลาดของเมืองกว่างโจว มณฑลกวางตุ้ง ได้มอบใบรับรองขึ้นทะเบียนจุดทดลองตลาดสำหรับรถจำหน่ายอาหารแบบไร้คนขับให้กับรถจำหน่ายอาหารไร้คนขับ จำนวน 6 คัน ซึ่งเป็นรถจำหน่ายอาหารแบบไร้คนขับล็อตแรกที่ได้รับใบรับรองดำเนินจำหน่ายอาหารของประเทศจีน ซึ่งแสดงให้เห็นว่า หน่วยงานทางการจีนได้สนับสนุนกับการพัฒนาธุรกิจจำหน่ายอาหารผ่านรถจำหน่ายอาหารแบบไร้คนขับ ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในด้านความปลอดภัยของอาหาร รถดังกล่าวนี้มาจากบริษัท Neolithic Tech Co., Ltd. จำหน่ายอาหารเช้าเป็นจำนวน 4 ชุด รถ 1 คัน สามารถบรรจุอาหารได้ 20 ชุด รถจำหน่ายอาหารไร้คนขับตามพื้นที่ต่างๆ อย่างอิสระ ผู้บริโภคเพียงแต่ต้องการโบกมือที่หน้ารถ รถที่กำลังขับเคลื่อนก็สามารถหยุดได้ทันที แล้วผู้บริโภคสามารถเลือกอาหารที่ต้องการบนหน้าจอ จ่ายเงินโดยแสกน QR code ก็เปิดประตูได้และหยิบอาหารไป ทั้งกระบวนการไม่เกิน 1 นาที
นอกจากนี้ รถจำหน่ายอาหารแบบไร้คนขับยังถูกนำมาจำหน่ายข้าวกล่อง และผลไม้ ขณะเดียวกัน ร้านอาหาร Chain Store แบรนด์ใหญ่ก็มีการนำรถดังกล่าวมาจำหน่ายอาหารแล้ว เช่น KFC และ McDonald

จนถึงเดือนกรกฎาคม 2567 จีนได้ออกนโยบายบริหารพื้นที่ของรถดังกล่าวใน 28 พื้นที่ทั่วประเทศ อนุญาตให้เปิดดำเนินงานในพื้นที่ทั่วไป 17 พื้นที่ และพื้นที่ในถนนที่อนุญาตให้ขับความเร็วมากกว่า 40 กม./ชม.จำนวน 11 พื้นที่ ปัจจุบันทั้งประเทศจีนมีรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับดำเนินการแล้ว จำนวน 6,000 คัน และได้บริการจัดส่งสินค้ามากกว่า 300 ล้านใบสั่ง/ชิ้น ให้กับผู้บริโภคมากกว่า 24 ล้านคน

ความเห็น สคต. ณ เมืองหนานหนิง
ธุรกิจรถส่งสินค้าแบบไร้คนขับถือว่าเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพหลังจากกระแสรถยนต์ไร้คนขับที่มาแรงในตลาดจีน เนื่องจากเทคโนโลยีไร้คนขับได้พัฒนาอย่างก้าวกระโดดของจีน การจัดส่งสินค้าแบบไร้คนขับได้รับการยอมรับเป็นอย่างดีจากผู้บริโภคจีน โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นที่มีแนวคิดการใช้ชีวิตและพฤติกรรมบริโภคที่เชื่อมโยงกับเทคโนโลยีระบบสมาร์ทที่ทันสมัย ขณะเดียวกันการใช้รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดส่งสินค้า อีกทั้งยังลดต้นทุนได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัจจุบันตลาดจีนยังไม่ได้ใช้รถส่งสินค้าแบบไร้คนขับในการจัดส่งสินค้าและจำหน่ายสินค้าอย่างแพร่หลาย แต่ด้วยการพัฒนาธุรกิจการขนส่งและนวัตกรรมเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในอนาคตจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและขยายห่วงโซ่อุปทานได้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยควรศึกษาและติดตามนวัตกรรมที่ทันสมัยอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำมาพัฒนาและต่อยอดธุรกิจต่อไปในอนาคต

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/189108

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *