CEO ARTICLE

“2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่”

Published on April 22, 2025


Follow Us :

    

การค้าระหว่างประเทศต่างจากการค้าภายในประเทศอย่างไร ?

การค้าทั้ง 2 แบบต้องมีสินค้า มีผู้ขาย มีผู้ซื้อ มีการชำระเงิน และมีการส่งมอบที่เป็นปัจจัยพื้นฐาน 5 ประการเหมือนกัน (บทความที่ 875 การค้าระหว่างประเทศ)
แต่การค้าระหว่างประเทศมี “ขอบแผ่นดิน” ของประเทศผู้ขายและประเทศผู้ซื้อขวางกั้น
ยิ่งไปกว่านั้น การส่งออกและการนำเข้ายังมี “ศุลกากร” และ “วัฒนธรรม” ที่ต่างกันของ 2 ประเทศเป็นเงาทะมึนคล้ายยักษ์ยืนขวางกั้น และทำให้ปัจจัย 5 ประการที่เหมือนกันกลับดูต่างกัน
ศุลกากร (Customs) และวัฒนธรรม (Culture) ภาษาอังกฤษขึ้นต้นด้วยอักษร “C” เหมือนกัน เมื่ออักษร “C” 2 ตัวมาแสดงพลังพร้อมกันจึงเป็นยักษ์ที่ดูน่ากลัวจนเป็น “2C’s ผู้ยิ่งใหญ่”
แต่คนในอดีตที่เรียนไม่สูง ไม่รู้ภาษาต่างชาติ ไม่คุ้นเคยกับ “ศุลกากร” และ “วัฒนธรรม” ของประเทศอื่นยังสามารถนำเข้าและส่งออกสินค้าได้ ทำกำไรมหาศาล
ปัจจุบัน การเรียนรู้ทำได้ง่ายเพียงปลายนิ้วมือ แถมทุกประเทศยังมีองค์การมากมายคอยช่วยเหลือทั้งที่เป็นของรัฐบาลและเอกชน “2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่” จึงไม่น่ากลัวแต่อย่างใดในปัจจุบัน
การหาสินค้าเพื่อนำเข้า (Import) หรือส่งออก (Export) ไปขายต่างประเทศ การหาผู้ขาย (Seller) หาผู้ซื้อ (Buyer) การชำระเงินที่ลดความเสี่ยง และการส่งมอบสินค้าจึงไม่ใช่เรื่องยาก
การเรียนรู้ “2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่” จึงทำให้การค้าระหว่างประเทศเติบโตได้ง่ายขึ้น

ศุลกากร + วัฒนธรรม = “2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่”
ศุลกากร (Customs) เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งของรัฐ ทำหน้าที่จัดเก็บภาษี ป้องกัน ปราบปรามพฤติกรรมการหนีภาษี และส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศให้เติบโต
ศุลกากรจะใช้ระบบงานต่าง ๆ เช่น ดูข้อมูลหน้าต่างเดียวกัน หรือ NSW (National Single Window) ของทุกหน่วยงานจากประเทศผู้ขายและประเทศผู้ซื้อ ผ่านพิธีการไร้กระดาษ หรือ TCES (Thai Customs Electronic System) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI (Artificial Intelligence) ในการชี้เป้าผู้ต้องสงสัย และเพื่อบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เป็นต้น
ศุลกากรจึงเป็นผู้ป้องกัน ผู้ปราบปราม และในเวลาเดียวกันก็เป็นผู้ส่งเสริม
ในโลกของการค้าระหว่างประเทศจึงไม่มีอะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าศุลกากรอีกแล้ว แต่ในด้านอุปสรรค ศุลกากรกลับเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศที่เป็นภาษี (Tariff Barriers)
วัฒนธรรม (Culture) เป็นพฤติกรรม (Behavier) ความเชื่อ (Belief) ระบบสังคม (Social System) ที่มนุษย์คิดขึ้น สร้างขึ้น และปฏิบัติสืบต่อกันมาจนเป็นประเพณี (Tradition)
วัฒนธรรมของบางประเทศต้องการให้ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดจึงพัฒนาไปเป็นกฎหมาย ให้มีความชัดเจนต่อการปฏิบัติ และหากไม่ปฏิบัติก็จะเป็นความผิดทางอาญาที่มีบทลงโทษ
วัฒนธรรมนับเป็นอุปสรรคต่อการค้าระหว่างประเทศที่ไม่เป็นภาษี (Non Tariff Barriers)
เมื่อศุลกากรและวัฒนธรรมมาสำแดงเดชร่วมกันจึงเป็น “2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่” แต่หากมีการศึกษา มีการเรียนรู้ และปฏิบัติให้ถูกต้องดั่งคำกล่าวที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ให้หลิ่วตาตาม” (When in Rome, do as the Romans do) “2 C’s ผู้ยิ่งใหญ่” ก็ไม่น่ากลัวแต่อย่างใด
หนังสือ “การค้าระหว่างประเทศ” (International Trade) สำหรับการเรียนรู้มีจำหน่ายแล้ววันนี้ที่ร้านซีเอ็ด แผงหนังสือทั่วไป สั่งซื้อผ่านออนไลน์ที่ SHOPEE, BUNDANJAI หรือสั่งโดยตรงที่หมายเลข 086-325-3597 (ว่าน) 063-345-1788 (เบล) ในราคาสมาชิกพร้อมจัดส่งฟรี
หนังสือแสดงวิธีการหาสินค้าเพื่อนำเข้าและส่งออก การหาผู้ขาย (Seller) หาผู้ซื้อ (Buyer) ด้วยกลยุทธ์การตลาด การชำระเงินที่ลดความเสี่ยง การส่งมอบสินค้าที่มีต้นทุนต่ำ การทำภาษีให้ต่ำ ถูกกฎหมาย และสิ่งที่ควรรู้อื่น ๆ อีกมาก เขียนจากผู้มีประสบการณ์จริง สำเร็จจริง ปฏิบัติง่าย ครบจบในเล่มเดียว
ผลกำไรมอบให้เด็กยากไร้ในชนบทเพื่อให้มีเงินติดตัวไปโรงเรียนทุกวันในโครงการ CSR

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : April 22, 2025

Logistics

สินค้าไทยที่ยังไม่ถูกขึ้นภาษีจากคำสั่ง Reciprocal Tariff ของ Trump

ในวันที่ 2 เมษายน 2568 ประธานาธิบดี Donald Trump ลงนามใน executive order “Regulating Imports With a Reciprocal Tariff to Rectify Trade Practices that Contribute to Large and Persistent Annual United States Goods Trade Deficits” ขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าทุกรายในอัตราร้อยละ 10 และหลังจากนั้นอัตราภาษีสำหรับแต่ละประเทศคู่ค้าจะเพิ่มขึ้นแตกต่างกันไปตามที่มีระบุไว้ใน Annex I ของคำสั่ง โดบอัตราภาษีสินค้านำเข้าจากไทยถูกกำหนดที่ร้อยละ 36

Executive Order ระบุว่า สินค้านำเข้าทุกรายการที่ถูกนำเข้าสู่ตลาดการบริโภค หรือถูกดึงออกจากคลังสินค้าเพื่อนำเข้าสู่การบริโภค ในเวลาเวลาเที่ยงคืนของวันที่ 5 เมษายน 2568 เวลา U.S. eastern standard time เป็นต้นไป จะถูกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มร้อยละ 10 และตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 9 เมษายน 2568 เวลา U.S. eastern standard time เป็นต้นไป สินค้านำเข้าจะถูกเก็บภาษีตามอัตราที่ระบุไว้สำหรับแต่ละประเทศใน Annex I ของคำสั่ง แต่ในวันที่ 9 เมษายน 2568 ประธานาธิบดี Trump ได้ประกาศเลื่อนการเก็บภาษีตามอัตราใน Annex I ออกไป 90 วัน เป็นวันที่ 7 กรกฏาคม 2568

ใน executive order นี้ได้ระบุรายชื่อสินค้าที่จะไม่เข้าข่ายถูกขึ้นภาษีนำเข้าภายใต้ executive order นี้ ได้แก่
1. สิ่งของที่นำเข้าเพื่อการบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัย และสื่อข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึง สิ่งพิมพ์ ภาพยนต์ รูปภาพ และ โปสเตอร์ เป็นต้น ที่ไม่มีเนื้อหาต่อต้านรัฐบาลสหรัฐฯ
2. สินค้าเหล็กและอลูมิเนียม ซึ่งได้ถูกขึ้นภาษีร้อยละ 25 ไปแล้วตาม executive order ที่ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และมีผลบังคับใข้วันที่ 12 มีนาคม 2568
3. สินค้ารถยนต์และชิ้นส่วนประกอบ ซึ่งได้ถูกขึ้นภาษีร้อยละ 25 ไปแล้วตาม executive order ที่ประกาศในเดือนมีนาคม 2568 โดยการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์มีผลบังคับในวันที่ 3 เมษายน 2568 และการขึ้นภาษีนำเข้าชิ้นส่วนประกอบรถยนต์ จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2568
4. สินค้าที่ระบุไว้ใน Annex II ภายใต้รหัสศุลกากรสหรัฐฯ 8 หน่วย ประกอบไปด้วยสินค้าจากธาตุทองแดง สินค้าเวชภัณฑ์ สินค้า semiconductors ไม้ (lumber) แร่ธาตุสำคัญๆ และพลังงานและสินค้าพลังงาน
5. สินค้าที่นำเข้าจากเกาหลีเหนือ สาธารณรัฐเบลารุส รัสเซีย และ คิวบา
6. สินค้าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯจะประกาศต่อไปว่า อาจเป็นสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ
7. สินค้าที่ อย่างน้อยร้อยละ 20 ของมูลค่า มีต้นกำเนิดจากสหรัฐฯ โดยศุลกากรสหรัฐฯจะเป็นผู้ตรวจสอบและตัดสิน
8. สินค้านำเข้าภายใต้ Duty-free de minimis จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง ทั้งนี้ สหรัฐฯจะยกเลิกสิทธิพิเศษนี้สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนและฮ่องกง มีผลบังคับในวันที่ 2 พฤษภาคม 2568

สินค้าที่ระบุไว้ใน Annex II ภายใต้รหัสศุลกากรสหรัฐฯ 8 หลัก (Harmonized Tariff Schedule of the United States – HTS) ที่ได้รับยกเว้นจากการขึ้นภาษีนำเข้ามีอยู่มากกว่า 700 รายการ ในจำนวนนี้เป็นสินค้าที่ประเทศไทยส่งเข้าไปยังสหรัฐฯในปี 2567 รวมอยู่ด้วย 194 รายการ มีมูลค่านำเข้าสหรัฐฯ รวมทั้งสิ้น 2,593,903,274.00 เหรียญฯ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าไม้ 55 รายการ สินค้าเคมีภัณฑ์ทุกประเภท 31 รายการ และ สินค้าทองแดง 30 รายการ

หมายเหตุ: ข่าวข้างบนนี้เป็นข้อมูลที่ได้มาจากแหล่งข้อมูลหลายแห่งที่จัดทำและนำเสนอข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณชนทั่วไป และบางส่วนเป็นความเห็นส่วนบุคคล สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส นำมารวบรวมเผยแพร่เพื่อแก่ผู้สนใจ เนื่องจากเป็นข้อมูลและความเห็นจากบุคคลที่สาม การนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณเฉพาะบุคคล สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส ไม่ขอรับผิดชอบต่อความเสียหายใดๆที่อาจเกิดขึ้นจากการนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครลอสแอนเจลิส | เมษายน 2568

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/201214

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *