SNP NEWS

ฉบับที่ 389

CEO Article

“เด็กแว้น”

435

“เสนอนายกฯ ใช้ ม. 44 แก้ปัญหาเด็กแว้น”
ปัญหาเด็กแว้นโด่งดังในไทยเป็นระยะ ๆ ช่วงไหนตาำรวจเอาจริง ตำารวจ ปราบจริง ข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ก็จะปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ชาวบ้านทั่วไปที่เอือมระอาก็ได้ความรู้สึกที่ดีกลับคืนมา แต่มันกลับมาเพราะข่าว ถ้าไม่มีข่าว ชาวบ้านก็ไม่รู้ แต่พอตาำรวจไปทำาเรื่องอื่น หรือหยุดความเข้มงวด ปัญหาเด็กแว้นก็จะกลับมา อีก มันวนเวียนอยู่ในเมืองไทยเรื่อยมาหลายสิบปีอย่างไม่จบสิ้นจนกลายเป็น ปัญหาที่กระทบต่อความสงบสุขในสังคม จนมาหลายเดือนก่อนมีผู้เสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้มาตรา 44 แก้ไขปัญหาเด็ก แว้นพร้อม ๆ กับเสนอให้มีการยึดรถมอเตอร์ไซด์ให้ตกเป็นของแผ่นดินอีกด้วย แต่ในเวลานั้นท่านนายกฯ กลับมีความเห็นแตกต่างในภายหลัง “ปัญหาเด็กแว้นเป็นปัญหาของเยาวชนที่ควรแก้ด้วยความอ่อนโยน” ท่านให้สัมภาษณ์แบบนี้ แล้วมันก็วนเวียนกลับมาอีกจริง ๆ ข่าวเด็กแว้นปรากฏขึ้นหน้าหนังสือพิมพ์อีก ครั้ง คราวนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ??? คาำว่า “เด็กแว้น (มีการสะกด เด็กแว๊น) หรือ เด็กแซป หมายถึง ผู้ที่ อายุประมาณ 13-28 ปี ที่ออกขับมอเตอร์ไซค์ไปเป็นกลุ่มในเวลากลาง คืน มีลักษณะการแต่งกาย และทรงผม รวมถึงรสนิยมการฟังเพลง (กิพีเดีย สารานุกรมเสรี) อีกความหมาย เด็กแว้น คือ “วัยรุ่นผู้ชายที่ชอบเร่งเครื่องมอเตอร์ไซค์ให้มี เสียงดังแว้น ๆ” (ราชบัณฑิตยสถาน) นักวิชาการบางท่านให้ข้อคิดเห็นว่า เด็กแว้นไม่ใช่ปัญหาของเด็ก ความเป็น จริงมันคือปัญหาของผู้ใหญ่ที่ได้ประโยชน์แอบแฝง กลุ่มที่ 1 ผู้จาำหน่าย กลุ่มนี้เป็นผู้มีรายได้จากการนำาเข้าตัวรถ อะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ และการ จาำหน่ายอะไหล่มากมายหลายรายการ กลุ่มนี้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม การนำาเข้ามาและการจาำหน่ายก็กลายเป็นสารตั้งต้นของปัญหาทันที หากไม่มีการนาำเข้ามา หรือไม่มีการผลิต ไม่มีการจำาหน่าย เด็กจะไปเอา อะไหล่ที่ไหนมาแต่งได้ กลุ่มนี้จึงได้ประโยชน์ในรูปตัวเงินเนื้อ ๆ กลุ่มที่ 2 คนรับจ้างแต่งรถ คนที่มีอาชีพรับจ้างแต่งรถมอร์เตอร์ไซค์ให้มีสภาพเกินกว่าที่กฎหมายกาำหนด หรือเกินกว่าที่ไปยื่นจดทะเบียนไว้ครั้งแรก การแต่งรถทาำให้มีรายได้ซึ่งมันก็ รวมไปถึงรถยนต์ 4 ล้อที่แต่งซิ่งกันด้วย ไม่มีใครรู้ว่า รายได้ของคนกลุ่มนี้งามขนาดไหนและเสียภาษีถูกต้องหรือไม่  แต่คนกลุ่มนี้ต้องมีมากจริง ๆ จนกลายเป็นธุรกิจและมีรายได้เป็นกอบเป็นกาำ หากสรรพากรจะมาด้อม ๆ มอง ๆ กลุ่มนี้ นอกจากรายได้จะเข้ารัฐเพิ่มขึ้น แล้ว คนจะเลิกอาชีพนี้ไปจนเป็นการลดปริมาณรถแต่งชิ่งไปในตัว กลุ่มที่ 3 พ่อแม่ผู้ปกครอง พ่อ แม่ หรือผู้ปกครองของเด็กนั่นละ เด็กอยู่ในความปกครองเอารถ มอเตอร์ไซค์มาแต่งมาจอดไว้ที่บ้านที่ผิดไปจากเดิม หรือแปลกประหลาดกว่าที่ยื่นขอจดทะเบียนไว้ ทำาไมผู้ปกครองจะไม่รู้ หากพ่อแม่ผู้ปกครองช่วยกันดูแล ช่วยกันตักเตือนก็จะลดปริมาณเด็กแว้นไปมากที เดียว กลุ่มที่ 4 ผู้รักษากฎหมาย เจ้าหน้าที่ตรวจสภาพรถยนต์เพื่อไปต่อภาษีประจำาปีที่ปล่อยผ่านมาได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ตำารวจที่ตรวจตามท้องถนน หรือหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ ปล่อยให้รถพวกนี้ผ่านหูผ่านตาในแต่ละวันได้อย่างไร หากกลุ่มนี้รักษากฎหมายอย่างเคร่งครัด ไม่ปล่อยปละละเลย ปริมาณรถแต่งผิ ดกฏหมายก็จะลดลงอย่างมากเช่นกัน
เมื่อรู้ต้นตอของปัญหา การแก้ไขก็ไม่อยาก โดยไม่จาำเป็นต้องไปลงโทษเด็กให้ วุ่นวาย ตัวเด็กก็แก้ด้วยความอ่อนโยนอย่างที่ท่านนายกฯ ว่านั่นละ จะเอาเด็กเข้าค่าย เอาเด็กไปอบรม หรือเอาไปบาำเพ็ญประโยชน์ก็ตามแต่ ท่านจะทาำได้ ส่วนผู้ใหญ่ที่ได้ประโยชน์นี่ซิต้องรับโทษหนัก รัฐบาลก็เพียงประกาศให้ปัญหารถแต่งชิ่งผิดกฎหมายอยู่ในบัญชีต้นเหตุปัญหา สังคม จากนั้นก็กาำหนดให้มีบทลงโทษลักษณะเดียวกับยาเสพติดก็พอแล้ว มันเป็นปัญหาสังคมเหมือนกัน หากใครได้ผลประโยชน์กับการแต่งรถไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมต้องถูกยึด ทรัพย์ เท่านี้ก็พอ เพียงเท่านี้ละ ใครจะอยากนาำเข้า ใครจะอยากจำาหน่าย และใครจะอยาก รับจ้างแต่งรถก็เชิญตามสบาย พอเด็กถูกจับขึ้นมาก็สอบสวนและสืบสวนไปยังต้นตอของการแต่งรถยนต์ ร้าน ไหนจาำหน่าย ร้านไหนแต่งก็มีความผิดที่ถูกยึดทรัพย์ หากเด็กแต่งกันเอง ร้านที่ขายอาไหล่ก็ต้องโดน หรือหากพ่อแม่ผู้ปกครอง หรือ เจ้าหน้าที่ปล่อยปละละเลยก็ถูกลงโทษหนักตามไปด้วยการยึดทรัพย์ก็เป็นไปตามกระบวนการในศาลที่ต้องมีการพิสูจน์เหมือน ๆ กับคดี ต่าง ๆ เอาแค่นี้แล้วปล่อยเด็กแว้นไป แค่นี้ มันก็น่าจะได้ทั้งความอ่อนโยนอย่างที่ท่านนายกฯ ต้องการ ส่วนการแต่งรถของเด็กมันก็อาจยังมีตามแต่จินตนาการของเด็กแต่ละคน แต่ การควบคุมแบบนี้จะทำาให้การแต่งไม่เกินเลยไปกว่ากฎหมายกำาหนด แล้ววันนั้น การแต่งรถภายใต้กฎหมายกาำหนดก็จะเป็นสีสรรค์ในแต่ละท้องถิ่น แทนการเป็นปัญหาอย่างทุกวันนี้

สิทธิชัย ชวรางกูร

The Logistics

viewcrop16to9_newsimage

ชี้ ไทยรอดถูก ‘เอียซ่า’ แบน คืนเชื่อมั่นอุตฯการบิน หนุนท่องเที่ยว
ศูนย์วิจัยฯ ธ.ไทยพาณิชย์ เผย เอียซ่าไม่ลดมาตรฐานการบินของไทยเป็นไป ตามที่คาด ระบุ ช่วยอุตฯ ท่องเที่ยวไทยโตต่อเนื่อง-เรียกคืนความเชื่อมั่น ชี้ ทุกหน่วยงานควรเร่งแก้ปัญหาด้านการบินเร่งด่วน พร้อม จับตาการประเมิน เอียซ่าครั้งต่อไป…
เมื่อวันที่ 11 ธ.ค.58 ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิด เผยภายหลัง สำานักงานความปลอดภัย ด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Aviation Safety Agency: EASA) หรือเอียซ่า ประกาศผลการ ตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยด้านการบินของไทยแล้ว โดยไม่มีสายการ บินใดของไทยถูกเพิ่มเข้าไปใน EU Air Safety List หรือไม่ถูกขึ้นบัญชี ดาำ ส่งผลให้สายการบินสัญชาติไทยยังคงสามารถบินเข้า-ออกยุโรปได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี คณะกรรมการของ EASA จะยังคงติดตามและตรวจสอบมาตรฐาน การบินของไทยอย่างใกล้ชิดต่อไป
ทั้งนี้ เป็นไปตามคาดว่า EASA ไม่ประกาศขึ้นบัญชีดาำสายการบินสัญชาติไทย ซึ่งเป็นการตอกยา้ำว่าสายการบินสัญชาติไทยยังคงมีมาตรฐานด้านความปลอดภัยในระดับที่สูง พร้อมระบุเหตุการณ์ดังกล่าว เป็นผลบวกต่ออุตสาหกรรมการท่อง เที่ยวของไทย ทาำให้ธุรกิจท่องเที่ยวยังคงสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ธุรกิจท่องเที่ยวยังได้รับอานิสงส์จากเศรษฐกิจของกลุ่มยูโรโซนที่มี แนวโน้มปรับตัวดีขึ้นทำาให้นักท่องเที่ยวยุโรปมีการเดินทางมากขึ้น โดยปัจจุบัน นักท่องเที่ยวยุโรปคิดเป็น 15% ของนักท่องเที่ยวทั้งหมด และการบินไทยมีส่วน แบ่งการตลาด 1 ใน 3 ของเที่ยวบินเส้นทางยุโรปทั้งหมด หรือจำานวน 1.6 ล้านที่นั่งจาก 5.6 ล้านที่นั่งต่อปี
ส่วนการประเมินผลในเชิงบวกของ EASA จะช่วยเรียกความมั่นใจให้แก่ อุตสาหกรรมการบินของไทย และส่งผลให้อุตสาหกรรมการบินในปี 2016 มี แนวโน้มเติบโตได้ดี แม้ว่าไทยจะถูกลดระดับจาก ICAO และ FAA แต่ผลกระ ทบที่เกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมการบินยังอยู่ในวงจาำกัดและไม่รุนแรงมากนัก
อย่างไรก็ดี หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยังคงต้องเร่งแก้ไขปัญหาด้านการบินอย่าง เป็นรูปธรรม เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับอุตสาหกรรมการบินของไทย ซึ่ง เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเป้าหมายขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามนโยบาย รัฐบาลที่มุ่งเน้นส่งเสริม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายเป็นกลไกขับเคลื่อน เศรษฐกิจเพื่ออนาคต โดยมีอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ เป็นหนึ่งใน อุตสาหกรรมเป้าหมายนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนจึงมีความ จาำเป็นต้องร่วมมือกัน แก้ไขปัญหาด้านการบินอย่างเร่งด่วน ทั้งในประเด็นการ ออกใบอนุญาตเดินอากาศ และการเพิ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการตรวจสอบเพื่อให้ ICAO และ FAA คืนสถานะความปลอดภัยด้านการบินแก่ไทยในระยะเวลาอัน สั้นที่สุด
ทั้งนี้ ในส่วนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและโรงแรม ยังคงต้องจับตาผลการ ประเมินของ EASA ครั้งต่อไป ซึ่งจะมีการประเมินในทุกๆ ครึ่งปีผู้ประกอบการโรงแรมควรเตรียมความพร้อมเพื่อหาลูกค้าใหม่ทดแทนในกรณีที่ นักท่องเที่ยวชาวยุโรปจะยกเลิกการจองห้องพัก อาทิ การมุ่งเน้นรองรับลูกค้า ชาวเอเชียให้มากขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการประเมินผลครั้งต่อ ไปของ EASA โดยเฉพาะโรงแรมในเขตกรุงเทพฯ สมุย ภูเก็ต และพัทยา ซึ่งยังคงพึ่งพาลูกค้าจากตลาดยุโรปเป็นส่วนใหญ่
ที่มา : http://www.thairath.co.th/content/547777

AEC Info

146083

ม.หอการค้า เปิดวิทยาลัยในต่างแดนเพิ่ม จากเมียนมาร์สู่ ลาว เวียดนาม อินโดนีเซีย
สัมภาษณ์พิเศษ ดร.จักรกรินทร์ ศรีมูล คณบดีวิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย, ผู้ดูแลหลักสูตร Global MBA Myanmar (Yangon & Mandalay), ผู้อาำนวยการศูนย์ศึกษาทางการค้า SEA-LAC กับทิศทางการศึกษา ที่แพร่พันธุ์จากประเทศไทยสู่ประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน หนึ่งในหลายสิ่ง ดีๆ ที่คนไทยต้องภูมิใจ และที่สำาคัญเราคือ “คนอาเซียน” “ปัจจุบันมีนักศึกษา ทั้งหมดจาำนวน 914 คน เป็นนักศึกษาต่างชาติจำานวน 581 คน ประกอบด้วย ภูฏาน บราซิล เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ โซมาเลีย ติมอร์ตะวัน ออก ไต้หวัน อูกันดา สหรัฐอเมริกา เวียดนาม แอฟริกาใต้ มัลดีฟส์ สปป. ลาว เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี อินเดีย อังกฤษ ฟินแลนด์ จีน ชิลี สวิตเซอร์แลนด์” **ที่มาที่ไปกว่าจะมาเป็นวิทยาลัยนานาชาติเป็นอย่างไร ? ดร.จักรกริน ทร์: เดิมมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยมีหลักสูตรนานาชาติมาหลายสิบปีแล้ว เป็น ลักษณะหลักสูตรเล็กๆ 2 หลักสูตร และในปีก่อนที่จะเข้ามารับตำาแหน่งคณบดีขณะนั้นมีนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนหลักสูตรปริญญาตรีของเราเพียง 2 คนเท่านั้น คือจีนและเวียดนาม ซึ่งหลังจากที่ได้เข้ารับตาำแหน่งก็ได้พยายาม เดินทางไป Road Show และติดต่อสร้างความสัมพันธ์กับมหาวิทยาลัยในต่าง ประเทศ รวมถึงได้เปลี่ยนให้เป็นวิทยาลัยนานาชาติขึ้น โดยหลักสูตรครอบคลุม ตั้งแต่ปริญญาตรีปริญญาโท และปริญญาเอก ซึ่งขณะนี้มีอายุกว่า 2 ปี ทาำให้ ปัจจุบันมีนักศึกษาต่างชาติจากกว่า 30 ประเทศเข้ามาเรียนหลักสูตรของ เรา ปัจจุบันมีนักศึกษาทั้งหมดจำานวน 914 คน เป็นนักศึกษาต่างชาติจำานวน 581 คน ประกอบด้วย ภูฏาน บราซิล เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ รัสเซีย สิงคโปร์ โซมาเลีย ติมอร์ตะวันออก ไต้หวัน อูกันดา สหรัฐอเมริกา เวียดนาม แอฟริกาใต้ มัลดีฟส์ สปป.ลาว เกาหลี ญี่ปุ่น อิตาลี อินเดีย อังกฤษ ฟินแลนด์ จีน ชิลี สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น **แนวคิดของวิทยาลัยนานาชาติคืออะไร ? ดร.จักรกรินทร์: แนวคิดของการสร้างให้เป็นวิทยาลัยนานาชาติเพื่อต้องการ ให้ที่นี่เป็นเหมือน Global Community ที่นักศึกษาแต่ละประเทศมาแลก เปลี่ยนวัฒนธรรมและเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เป็นสถาบันที่สร้าง Global Citizen ที่มีคุณภาพสามารถออกไปทาำงานที่ไหนก็ได้ อยากปลุกจิตสาำนึกให้เด็ก ไทยกล้าออกไปใช้ชีวิตในต่างประเทศ และสร้างคุณประโยชน์ในทุกๆ สถาน ที่ที่ไปเพื่อสร้างการยอมรับจากนานาประเทศ ซึ่งถือเป็นการสร้างชื่อเสียง และอุทิศคุณความดีให้กับประเทศไทยโดยไม่จำาเป็นต้องอยู่ในประเทศ เหมือน เช่น ชาวเกาหลีเป็นต้น แม้กระทั่งอาจารย์เองก็ตามเวลาออกไปสอนชาวต่าง ชาติก็ทาำให้คนที่นั่นรู้จักคนไทย ประเทศไทยมากขึ้น *ตอนนี้วิทยาลัยนานาชาติ มีเครือข่ายที่ใดบ้าง ? ดร.จักรกรินทร์: เครือข่ายมหาวิทยาลัยที่ร่วมมือกับ เราก็มี แคนาดา จีน เมียนมาร์ อินโดนีเซีย บราซิล เม็กซิโก สปป.ลาว สหรัฐอเมริกา เยอรมนี อาร์เจนตินา อุรุกวัย เป็นต้น โดยทางวิทยาลัย นานาชาติจะมีทุนการศึกษาส่งนักศึกษาไทยไปเรียนแลกเปลี่ยนยังประเทศต่างๆ เหล่านี้ด้วย อย่างไรก็ตามขณะนี้มีเพียงเมียนมาร์ประเทศเดียวที่เราเข้าไป เปิดสอนเป็น Off-shore campus อยู่ที่เมือง มัณฑะเลย์ และกรุงย่างกุ้ง โดยร่วมกับทางสภาหอการค้าเมียนมาร์เปิดเป็นหลักสูตรปริญญาโทสาำหรับนักธุรกิจและผู้บริหาร เปิดสอนวันเสาร์-อาทิตย์ ตอนนี้มีจาำนวนนักศึกษา 251 คน ซึ่งปัจจุบันคนที่มาเรียนในหลักสูตรของเราระกอบด้วยผู้บริหาร นักธุรกิจ ลูกรัฐมนตรี แม้กระทั่งดาราชื่อดังของเมียนมาร์ และที่น่าประทับใจมากคือ อัตราการลาออกระหว่างทางของนักศึกษาเมียนมาร์เมื่อเทียบกับประเทศไทย มีน้อยมาก เช่น ที่วิทยาเขตกรุงย่างกุ้ง รุ่นแรกรับสมัครเข้ามา 51 คน จบ 44 คน รุ่นที่ 2 รับเข้ามา 52 คน เหลือ 47 คนและรุ่นล่าสุดรับมา 57 คน เหลือ 54 คน คิดเป็นเพียงประมาณ 5-15% เท่านั้น ที่วิทยาเขตมัณฑะเลย์ รับสมัครเข้ามา 26 คน ปัจจุบัน เหลือ 25 คน ปัจจัยสาำคัญที่ทาำให้ประสบความสาำเร็จในเมียนมาร์ขนาดนี้คือ ? ดร.จักรกริน ทร์: ปัจจัยสาำคัญอย่างแรกคือ การได้รับแรงสนับสนุนอย่างดีจาก รศ.ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ ความสาำคัญและคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังความสำาเร็จของวิทยาลัยนานาชาติ เสมอมา อย่างที่ 2 คือ การมีพาร์ตเนอร์ที่ดีอย่างสภาหอการค้าเมียนมาร์ อย่างที่ 3 คือ อาจารย์ที่สอนจะเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ทั้งหมด โดยเราจะให้งบในการเดินทางไปสอนที่เมียนมาร์ และยังมีวิทยากร รับเชิญจากภาคอุตสาหกรรมต่างๆ จากประเทศไทยเดินทางไปบรรยายพิเศษ ให้กับนักศึกษาที่เมียนมาร์อีกด้วย นอกจากนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากกระทรวง การต่างประเทศ มอบทุนการศึกษาให้กับนักศึกษาชาวเมียนมาร์มาลงเรียนใน หลักสูตรของเราในเมียนมาร์ปีละ 6 ทุน รวมถึงทางรัฐบาลไทยก็ยังมอบทุนให้ กับนักศึกษาชาวเมียนมาร์เพื่อเข้าเรียนในหลักสูตร MBA ที่เมียนมาร์อีกด้วย ไม่เพียงแต่ภาครัฐเท่านั้น ภาคเอกชนก็ยังให้ความไว้ใจและช่วยสนับสนุนเช่น กัน อาทิ บริษัท ปตท.สำารวจและผลิตปิโตรเลียม จาำกัด (มหาชน) ก็ได้มอบ ทุนให้กับนักศึกษาชาวเมียนมาร์เข้ามาเรียนหลักสูตรของเราปีละ 2 คน ที่ประเทศไทยมีเปิดสอนหลักสูตรอะไรบ้าง ? ดร.จักรกรินทร์:สำาหรับระดับ ปริญญาตรี จะมีหลักสูตรการบัญชี หลักสูตรบริหารธุรกิจ และหลักสูตรภาษา อังกฤษเพื่อการติดต่อธุรกิจ (Business English) นอกจากนี้ยังมีหลักสูตร แลกเปลี่ยนระหว่าง มหาวิทยาลัยแห่งชาติโซล ประเทศเกาหลีใต้และมหาวิทยาลัยเดอร์ เซาเปาโล ประเทศบราซิล สาำหรับระดับปริญญาโท จะเป็นหลักสูตรบริหารธุรกิจ หรือที่เรียกว่า Global MBA **เป้าหมายใน อนาคตของวิทยาลัยนานาชาติ ? ดร.จักรกรินทร์: ตอนนี้วางแผนไว้สาำหรับปี หน้าว่าทางวิทยาลัยนานาชาติจะไปเปิดเป็น Off-shore campus เพิ่มเติมที่ ประเทศ สปป.ลาว เวียดนาม และอินโดนีเซีย
ที่มา http://aec.thanjob.com/

คุยข่าวเศรษฐกิจ

tax
รมว.คลัง เตรียมออกมาตรการภาษีกระตุ้นบริโภคปลายปีนี้ภายใน 1-2 วันนี้
นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะออก มาตรการรกระตุ้นการบริโภคเพิ่มเติมภายใน 1-2 วันนี้ รวมทั้งเตรียมการ ปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากปัจจุบันกาำหนดอัตราภาษีตามขั้น บันได 7 ขั้น ซึ่งมีเพดานการจัดเก็บ 35% และปรับค่าลดหย่อนให้เกิดความ เหมาะสม เพื่อหวังกระตุ้นกาำลังซื้อของประชาชนในประเทศ
“ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่าย เอสเอ็มอีไม่ ยอมลงทุน เอกชนรอดูสถานการณ์เศรษฐกิจให้ชัดเจนเพราะยอดขายตกต่ำา ครม.จึงหาทางสนับสนุนการลงทุนด้วยการเห็นชอบการจัดตั้งกองทุนเพิ่มขีด ความสามารถในการแข่งขันวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท เพื่อดึงดูดการลงทุนใน อุตสาหกรรมไฮเทคแนวใหม่ให้เกิดขึ้นในประเทศ เมื่อภาคเอกชนได้ลงทุนตาม เกณฑ์ที่กาำหนด พร้อมจัดสรรเงินงบประมาณ และมาตรลดหย่อนทางภาษี”นาย อภิศักดิ์ กล่าว
รมว.คลัง กล่าวว่า เมื่อได้ออกมาตรการด้านต่างๆออกมา น่าจะเพิ่มความ เชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนขยายการลงทุนได้มากขึ้น จึงเชื่อมั่นว่าจากภาวะ เศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัว 2.9% และในปีหน้าน่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปีนี้

ส่วนปัญหาภัยแล้งที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 59 นั้น รัฐบาลได้เตือนให้เกษตรกร ลดการปลูกพืชที่ใช้น้ำามาก หรือปลูกข้าวนาปรัง เพราะคาดว่าปัญหาภัยแล้งอาจ มีความรุนแรงสูง รัฐบาลจึงต้องเตรียมมาตรการมารองรับและบรรเทาความ เสียหายที่จะเกิดขึ้นกับเกษตรกร แต่ต้องพิจาณาความช่วยเหลือให้เหมาะสม
ทั้งนี้ รายงานข่าวจากทำาเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังจะมี มาตรการภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีนี้ด้วยการให้บุคคลธรรมดา นาำรายจ่ายค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการในระหว่างวันที่ 25-31 ธ.ค.58 จากผู้ ประกอบกิจการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม มาหักเป็นค่าลดหย่อนในภารคำานวณ ภาษีเงินได้ตามจาำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 1.5 หมื่นบาท ไม่รวมถึงการซื้อ สุรา เบียร์ ไวน์ ยาสูบ นา้ำมันและก๊าซสาำหรับเติมยานพาหนะ รถยนต์ รถ จักรยานยนต์ เรือ โดยผู้มีเงินได้ต้องมีหลักฐานการซื้อสินค้าหรือรับบริการเป็น ใบกาำกับภาษีเต็มรูปแบบตามมาตรา 86/4 แห่งประมวลรัษฎากร
ที่มา : http://www.ryt9.com/s/iq03/2326454