CEO ARTICLE

การตลาดบุคคล

Published on October 29, 2024


Follow Us :

    

บุคคลควรมีการตลาดเช่นเดียวกับกิจการหรือไม่ ?

กิจการที่มีกำไรดีและไม่ต้องการกำไรเพิ่มอาจไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการตลาด
แต่หากเป็นกิจการเริ่มต้น (Start Up) กิจการที่มีลูกค้าน้อย ต้องการลูกค้าเพิ่ม ต้องการให้มียอดขาย และกำไรเพิ่ม กิจการจำเป็นต้องพึ่งพาการตลาด (Marketing)
การตลาดคือ “ช่องทาง” (Place) ให้กิจการ สินค้า การบริการ และกลุ่มเป้าหมายโคจรมาพบกัน ทำให้เป้าหมายเปลี่ยนเป็นลูกค้าง่ายขึ้น และตัดสินใจซื้อด้วยความเต็มใจ
การตลาดของกิจการจึงต้องมีองค์ประกอบหลาย ๆ ส่วนผสมกัน
แต่องค์ประกอบที่สำคัญมีเพียง 2 ส่วนคือ “การสร้างเนื้อหา” (Content) และ “การสื่อสาร” (Communication) เนื้อหาออกไปให้กว้างที่สุดและไกลที่สุด
หากกลุ่มเป้าหมายเป็นคนต่างชาติ อยู่ต่างประเทศ เนื้อหาก็ต้องเป็นภาษาและวัฒนธรรมของต่างประเทศ และวิธีการสื่อสารก็ต้องไปให้ไกลถึงกลุ่มเป้าหมายที่อยู่ต่างประเทศ
เนื้อหาที่กิจการต้องสร้าง และต้องสื่อสารประกอบด้วย
1. คุณค่า (Value) หมายถึง ประโยชน์อะไรที่ลูกค้าจะได้จากสินค้า หรือการบริการ
2. ภาพลักษณ์ (Image) หมายถึง ภาพอะไรของสินค้า หรือกิจการที่ต้องการให้ลูกค้าเห็น
3. สัญลักษณ์ (Branding) หมายถึง ตราสินค้า หรือตรากิจการที่ทำให้ลูกค้าจดจำ
4. กิจกรรม (Activity) หมายถึง พฤติกรรมที่ปฏิบัติอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างการชื่นชม
กลุ่มเป้าหมายมีหลายประเภท ไม่มีใครตอบได้ว่า เนื้อหาใดจะโดนใจกลุ่มเป้าหมาย
เนื้อหาที่กิจการสร้างจึงต้องมีมาก มีหลายรูปแบบเพื่อสื่อสารออกไปทั้งทางฟรีโซเซียลและทางสื่อเสียเงินให้กว้างที่สุด ไกลที่สุด และให้วนเวียนใกล้กลุ่มเป้าหมายเป็นประจำ
เมื่อใดที่เนื้อหาโดนใจกลุ่มเป้าหมาย เมื่อนั้นกลุ่มเป้าหมายจะเปิดใจต้อนรับกิจการ
ในทำนองเดียวกัน กิจการก็เข้าหากลุ่มเป้าหมายง่ายขึ้น กระบวนการขายจะเริ่มต้นง่ายขึ้น การตัดสินใจซื้อจะง่ายขึ้น กิจการจะมีลูกค้าเพิ่มง่ายขึ้น และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น
การตลาดจึงมีความสำคัญที่ส่งผลต่อรายได้ กำไร และความมั่นคงของกิจการ

บุคคลที่ต้องการรายได้เพิ่มขึ้นและเพื่อความมั่นคงก็ไม่ต่างจากกิจการ
หากบุคคลมีงานที่ดีทำอยู่แล้ว มีรายได้ที่สร้างความสุขและความมั่นคงในครอบครัว และความสุขส่วนตัว ไม่มีปัญหาเศรษฐกิจ บุคคลก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการตลาดแต่อย่างใด
แต่หากบุคคลต้องการรายได้เพิ่ม บุคคลจำเป็นต้องพึ่งพาการตลาดเช่นเดียวกับกิจการ
การตลาดของกิจการต้องใช้เวลา ให้ประโยชน์อย่างช้า ๆ แต่การตลาดของบุคคลทำง่ายกว่า อธิบายให้เข้าใจได้ง่ายกว่า และให้ประโยชน์ต่อบุคคลได้เร็วกว่าการตลาดของกิจการ
ตัวอย่างการสร้างคุณค่าและภาพลักษณ์ให้เป็นการตลาดบุคคลที่ง่ายที่สุด เช่น
1. การปฏิบัติตนให้มีวินัยพื้นฐาน การไม่เข้างานสายจนเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี
2. การทำงานเชิงรุก (Proactive) ด้วยวิธีการง่าย ๆ เพียงการไม่ยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่ให้ยึดลูกค้า ยึดองค์กร ยึดทีมงาน หรือยึดครอบครัวเป็นศูนย์กลาง เมื่อไม่ยึดตัวเอง การปรับตัวจะเกิดขึ้น จะเข้าหาคนรอบข้าง จะสอบถาม จะปรึกษา จะรายงานบ่อย ๆ จนเป็นคนมีหัวใจบริการ
3. การทำงานอย่างมืออาชีพ (Professionalism) ด้วยขั้นตอนการทำงาน หรือแผนงานที่ผ่านการอนุมัติแล้ว เนื้องานจะมีมาตรฐาน มีหลักการ มีเหตุผล มีกฎหมายรองรับ และมีความเป็นทีม
การตลาดบุคคลยังมีวิธีการอีกมาก เช่น การอ่านบทความที่ให้ความรู้ การเข้าหาผู้รู้จริง ผู้มีประสบการณ์ตรงเพื่อพัฒนาความรู้ เกิดความคิด เกิดมนุษยสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมในการบริหาร การจัดการ กิจกรรม และการฝึกฝนตนให้มีภาวะผู้นำ (Leadership) จนนำคนอื่นได้
วิธีการบางอย่างทำยาก แต่ที่ทำง่าย ๆ และให้ผลเร็วมีเพียง 3 ข้อข้างต้น
เพียง 3 ข้อที่ทำง่าย ๆ แต่กลับส่งผลให้คำว่า “ทำไม่ได้” หายไป ความคิดจะวนเวียนอยู่กับคำว่า “ทำอย่างไรให้ได้” จนสิ่งยาก ๆ ที่เคยคิดว่าทำไม่ได้กลับทำได้ขึ้นมา คุณค่าและภาพลักษณ์ของบุคคลจะเปลี่ยนทันที
แต่หากทำ 3 ข้อง่าย ๆ ไม่ได้ บุคคลก็ไม่ควรลดคุณค่าให้ต่ำลง ไม่ควรปล่อยภาพลักษณ์ให้แย่ลง ไม่ควรมาสายจนติดเป็นนิสัย ไม่ยึดแต่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง (Self Centrict) จนพาตนเองให้อยู่ในเชิงรับ (Reactive) และไม่ควรมุ่งแต่ทำงานเพียงแค่เงินเดือนที่ได้รับจนดูไม่เป็นมืออาชีพ
เงินในปัจจุบันคือ ปัจจัยสำคัญที่ใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของ ยารักษาโรค สุขภาพ เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องอำนวยความสะดวก สร้างความมั่นคง สร้างความสุขต่อครอบครัว และตนเอง
หากบุคคลต้องการรายได้เพิ่ม บุคคลก็ควรมีการตลาดที่ทำได้ง่ายกว่ากิจการมาก.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
for Home and Health,
please visit https://www.inno-home.com

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : October 29, 2024

Logistics

7-11 เตรียมปิดสาขามากกว่า 400 แห่งในสหรัฐและแคนาดา

ปี 2567 นับได้ว่าเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเศรษฐกิจแคนาดาและอีกหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งเต็มไปด้วยสัญญาณการเตือนถึงภาวะทางเศรษฐกิจถดถอย รวมไปถึงข่าวการปิดตัวของธุรกิจหลายแห่งไม่เว้นแม้แต่กิจการรายใหญ่ๆ อย่างร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 ที่เผชิญผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเช่นกัน กระทั่งเกิดการปิดตัวสาขาจำนวนมาก จนกลายเป็นประเด็นที่อุตสาหกรรมค้าปลีกเฝ้าระวังและจับตามอง

โดยเมื่อกลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ผู้บริหารบริษัท Seven & I Holdings บริษัทแม่ของเชนร้านค้าสะดวกซื้อ 7-11 ได้ประกาศเตรียมปิดร้านค้า 7-11 จำนวน 444 สาขาในเขตภูมิภาคอเมริกาเหนือที่ตั้งอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยกล่าวถึงสาเหตุของการปิดกิจการจำนวนมากนั้น มาจากยอดขายสินค้าลดลง จำนวนลูกค้าน้อยลง แรงกดดันจากภาวะเงินเฟ้อ และรายได้จากการจำหน่ายบุหรี่ซึ่งในอดีตเป็นสินค้าที่ทำรายได้มากสุดได้ลดลง

อย่างไรก็ดี ด้านสำนักงานใหญ่ 7-11 ประจำภูมิภาคอเมริกาเหนือ ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อสาขาที่จะปิดตัวจากการปรับโครงสร้างครั้งนี้ โดยปัจจุบัน 7-11 มีสาขากว่า 13,000 แห่งกระจายอยู่ทั่วสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ซึ่งจำนวนสาขาที่บริษัทฯ มีแผนจะปิดตัวลงนั้น คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 3 ของจำนวนสาขาทั้งหมด

นอกจากนั้น รายงานผลประกอบการของ Seven & I Holdings ได้ระบุว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจมหภาคของอเมริกาเหนือจะยังคงมีเสถียรภาพ แต่บริษัทฯ พบแนวโน้มการชะลอตัวของการบริโภคในกลุ่มผู้มีรายได้ระดับกลางและระดับล่าง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะเงินเฟ้อ อัตราดอกเบี้ยขาขึ้น และสภาวะตลาดแรงงานที่กำลังอยู่ในช่วงขาลง

ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้มีการทบทวนและดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการปิดสาขาในครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว ซึ่ง 7-11 จะยังคงมุ่งมั่นลงทุนในธุรกิจอาหารในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากในปัจจุบัน อาหารจัดเป็นหมวดหมู่สินค้าที่สร้างรายได้สูงสุด และเป็นปัจจัยหลักในการดึงดูดลูกค้า

ข้อคิดเห็นจากสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา
ในภาวะเศรษฐกิจถดถอยในปี 2567 เป็นความท้าทายที่ทุกภาคส่วนต้องเผชิญ ซึ่งการปิดสาขากว่า 400 แห่งของ 7-11 ในครั้งนี้ นับเป็นปรากฏการณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอันหลากหลายที่ภาคธุรกิจค้าปลีกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเงินเฟ้อที่ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค พฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงไป และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงขึ้นจากธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ อย่างไรก็ตาม การปรับตัวทั้งในส่วนนายจ้างและลูกจ้าง การปรับรูปแบบการทำงาน และเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลง จึงเป็นกุญแจสำคัญที่ธุรกิจจะร่วมมือกัน เพื่อสามารถก้าวผ่านช่วงเวลายากลำบากนี้ให้ได้

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/186041

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *