CEO ARTICLE

ส่งออกชั่วคราว ep 2

Published on February 18, 2025


Follow Us :

    

ของส่งออกชั่วคราวโดย ATA Carnet ดีกว่า พรก. พิกัดฯ ภาค 4 อย่างไร ?

ปัจจุบัน งานแสดงสินค้าในต่างประเทศมีมาก ผู้ส่งออกของไทยก็ส่งสินค้าไปร่วมงานมาก
ผู้ส่งออกส่วนใหญ่ตั้งใจจะขายสินค้าที่ไปแสดงในงานให้หมดหน้างาน แต่หลายกรณีขายไม่หมด ต้องแจกของที่เหลือ ต้องทิ้งไว้ในต่างประเทศ แต่กรณีสินค้ามีราคาสูงก็ต้องนำกลับ
ตอนส่งออก (Export) จากไทยจะไม่ยุ่งยาก ทำพิธีการเหมือนการส่งออกปกติ
หากวางแผนนำกลับล่วงหน้าตั้งแต่ส่งออกโดยใช้ พรก. พิกัดฯ พ.ศ. 2530 ภาค 4 ประเภท 1 (ของนำกลับ) ผู้ส่งออกก็จะทำใบสุทธินำกลับ (Re-Import Certificate) การนำกลับก็จะง่าย
หากไม่ได้วางแผน ไม่ได้ทำใบสุทธินำกลับไว้ก็สามารถผ่อนผันตาม พรก. ดังกล่าวได้ แม้จะมีพิธีการนำกลับและมีขั้นตอนการตรวจพิสูจน์ของที่ดูยุ่งยาก แต่ก็ไม่ยุ่งยากเกินความสามารถ
แต่หากผู้ส่งออกไม่ทราบอะไรเลย เมื่อนำของกลับก็มักผ่านพิธีการนำเข้าปกติ และชำระภาษีอากรปกติทั้ง ๆ ที่ของนั้นเป็นของที่ส่งออกจากไทย และกฎหมายก็ให้ยกเว้นอากรได้
การใช้ พรก. พิกัดฯ ภาค 4 จึงเป็นประโยชน์ต่อการส่งออกชั่วคราว
ขณะที่สภาหอการค้านานาชาติ หรือ ICC (International Chamber of Commerce) ก็มีข้อตกลงให้หอการค้าแต่ละประเทศมีอำนาจเหนือศุลกากรในการยกเว้นอากรให้แก่ “ของส่งออกชั่วคราว”​ ที่นำกลับเข้ามาภายใน 1 ปี และ “ของนำเข้าชั่วคราว”​ ที่ส่งกลับออกไปภายใน 1 ปี
อำนาจที่เหนือกว่านี้เรียกว่า “ATA Carnet” หรือ “Admission Temporaire – Temporary Admission” ที่อนุญาตให้ของที่นำเข้าหรือของที่ส่งออกชั่วคราวได้รับยกเว้นอากร
การใช้ “ATA Carnet” ให้สิทธิประโยชน์ และมีเงื่อนไข (ต่อจากบทความ 865) ดังนี้
1. ใช้แทนใบสุทธินำกลับ
กรณีส่งออก (Export) และนำกลับในภายหลัง (Re-Import) ให้ใช้ ATA Carnet แทนใบสุทธินำกลับ ใช้เป็นเอกสารผ่านแดนโดยไม่ต้องมีพิธีการศุลกากรเพื่อการส่งออกและนำเข้าจึงเป็นประโยชน์ต่อการส่งของออกไปแสดงตามงานแสดงสินค้า (Exhibition) ในต่างประเทศอย่างมาก
กรณีนำเข้าชั่วคราวเพื่อส่งออกภายหลัง ของจะได้รับการยกเว้นอากรโดยไม่ต้องใช้เงินวางค้ำประกัน และไม่ต้องทำใบขนสินค้าเพื่อการนำเข้าและการส่งกลับออกไป (Re-Export)
สิ่งที่ได้คือ การลดขั้นตอนการจัดทำเอกสาร ลดการทำใบขนสินค้า ลดรายจ่าย ลดปัญหาศุลกากรทั้งจากประเทศส่งออกและประเทศนำเข้า และเป็นการส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
2. ระยะเวลา 1 ปี
กรณีส่งออก ระยะเวลา 1 ปีที่ต้องนำกลับเข้ามา และกรณีนำเข้า ระยะเวลา 1 ปีที่ต้องส่งกลับออกไป ไม่สามารถต่ออายุได้ซึ่งต่างจาก พรก. พิกัดฯ ที่ผ่อนผันระยะเวลาเกิน 1 ปีได้
3. การเปลี่ยนแปลงของ
ของที่ส่งออกหรือนำเข้าชั่วคราวต้องไม่เปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปใด ๆ ต้องไม่เป็นของที่นำเข้าเพื่อใช้ในการผลิต เพื่อซ่อม ไม่เป็นสินค้าสิ้นเปลืองที่ไม่มีการส่งกลับออกไป เช่น แผ่นพับ โบรชัวร์ และไม่เป็นสินค้าประเภทเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ บุหรี่ และน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้ง พรก. พิกัดฯ ภาค 4 ประเภท 1 และ ATA Carnet ให้การยกเว้นอากรเหมือนกัน
ส่วนที่ต่างกันคือ การใช้ พรก. พิกัดฯ ต้องจัดทำใบขนสินค้าทั้งการส่งออก และการนำกลับ (Re-Import) ต้องมีการตรวจพิสูจน์สภาพของที่นำเข้า และต้องจัดทำเอกสารให้สอดคล้องกัน
แต่ ATA Carnet เป็น “สมุดตั๋ว” หรือเอกสารที่ใช้แทนใบขนสินค้าได้ ใช้ยื่นต่อศุลกากรทั้งการส่งออกและการนำเข้าโดยไม่ต้องจัดทำใบขนสินค้า การตรวจพิสูจน์ของจึงยุ่งยากน้อยกว่า
ดังนั้น หากผู้ส่งออกรู้ล่วงหน้าว่าจะส่งของออกชั่วคราวเพื่อนำกลับภายหลัง การทำ ATA Carnet ที่หอการค้าฯ จึงให้ประโยชน์มากกว่าการใช้ พรก. พิกัดฯ ภาค 4 แต่หากไม่รู้ล่วงหน้า ไม่วางแผน หรือไม่ได้ทำใบสุทธินำเข้า การใช้ พรก. พิกัดฯ ภาค 4 ประเภท 1 ก็ให้ประโยชน์เช่นกัน
ส่วนกรณีการเปลี่ยนหีบห่อใหม่จะถือว่าของมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะหรือรูปหรือไม่ ?
กฎหมายบัญญัติไปที่ “ของ” หรือสินค้าที่ห้ามเปลี่ยน ไม่เกี่ยวกับหีบห่อ การเปลี่ยนหีบห่อใหม่เพื่อการขนส่ง หรือเปลี่ยนเพราะหีบห่อเดิมเสียหายจึงไม่ทำให้เสียสิทธิยกเว้นอากรแต่อย่างใด
การทำต้นทุนการนำเข้าและการส่งออกให้ต่ำ ให้ถูกกฎหมายยังมีอีกหลายรูปแบบที่เขียนในหนังสือ “การค้าระหว่างประเทศ” (International Trade) โดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
หนังสือมีขนาด 17.6 x 25 cm จำนวน 408 หน้าจะวางจำหน่ายตามแผงหนังสือเร็ว ๆ นี้.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : February 18, 2025

Logistics

DeepSeek กับผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก – ไทยพร้อมรับมือหรือยัง ?

DeepSeek เป็นโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ถูกก่อตั้งขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 2567 และได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนมกราคม 2568 โดยบริษัทได้ใช้เงินลงทุนในการพัฒนาโมเดลนี้เป็นจำนวน 5.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 190 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนเทคโนโลยี AI ให้ก้าวหน้าขึ้น ปัจจุบัน DeepSeek มีพนักงานรวมกว่า 200 คน ที่ร่วมกันทำงานเพื่อพัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมนี้ให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

DeepSeek คือบริษัทเทคโนโลยีจากจีนที่กำลังได้รับความสนใจในระดับโลก ด้วยการพัฒนาโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) อันทรงพลังที่สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่อย่าง OpenAI และ Googleจุดแข็งของ DeepSeek คือความสามารถในการรองรับภาษาจีนและภาษาในภูมิภาคเอเชียได้อย่างแม่นยำ ทำให้หลายองค์กรและธุรกิจในจีน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในเอเชีย เริ่มหันมาใช้เทคโนโลยี AI จากจีนมากขึ้น และในขณะที่ DeepSeek กำลังขยายอิทธิพลในระดับสากล ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทยก็เป็นประเด็นที่ต้องจับตา เทคโนโลยี AI อาจเข้ามาเปลี่ยนแปลงโครงสร้างตลาดแรงงาน ส่งผลต่อธุรกิจที่ต้องปรับตัวให้ทันกับนวัตกรรมใหม่ หรือแม้แต่เปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมไทยนำ AI มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและแข่งขันในตลาดโลกได้ดียิ่งขึ้น

การเปิดตัวโมเดลปัญญาประดิษฐ์ (AI) ใหม่ล่าสุดของ DeepSeek บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำจากจีน กำลังส่งแรงกระเพื่อมไปทั่วโลก โดยเฉพาะในภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพา AI เป็นเครื่องมือหลัก ประเทศไทยซึ่งอยู่ในช่วงปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ อาจได้รับผลกระทบทั้งในด้านโอกาสและความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

DeepSeek: ผู้ท้าชิง OpenAI และ Google
DeepSeek ได้เปิดตัว โมเดล AI ใหม่ ที่สามารถแข่งขันกับ OpenAI และ Google ได้อย่างสูสี โดยมีจุดแข็งที่การรองรับภาษาจีนและภาษาอื่น ๆ ในเอเชียได้ดียิ่งขึ้น ทำให้บริษัทในภูมิภาคนี้เริ่มหันมาใช้ AI จากจีนมากขึ้น แทนที่จะพึ่งพาเทคโนโลยีจากตะวันตก ด้วยต้นทุนที่อาจถูกกว่าบริษัทคู่แข่งจากสหรัฐฯ DeepSeek มีแนวโน้มที่จะขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา ที่ต้องการนำ AI ไปใช้ในอุตสาหกรรมต่าง ๆ เช่น การตลาด การเงิน การผลิต และการให้บริการลูกค้า

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและไทย
การพัฒนา AI ของ DeepSeek ส่งผลต่อการแข่งขันด้านแรงงานและเทคโนโลยีในไทย โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการลูกค้า งานเอกสาร และงานแปลภาษา ซึ่งอาจถูกแทนที่ด้วยระบบอัตโนมัติ ธุรกิจที่ยังไม่ปรับตัวให้ทันกับเทคโนโลยี AI อาจเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้น หรือแม้กระทั่งสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน อย่างไรก็ตาม DeepSeek ยังเปิดโอกาสใหม่ให้กับภาคธุรกิจไทย โดยเฉพาะ Startup และ SME ที่สามารถใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายตลาดไปยังจีนได้ง่ายขึ้น อุตสาหกรรม E-commerce และการตลาดดิจิทัลจะได้รับประโยชน์จาก AI ที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลผู้บริโภคและสร้างคอนเทนต์อัตโนมัติ ทำให้ธุรกิจสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ
ในแง่ของการแข่งขันในตลาดแรงงาน ไทยจำเป็นต้องเร่งพัฒนาทักษะด้าน AI และ Data Science เพื่อให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นในภูมิภาคได้ ภาคการศึกษาควรปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้แรงงานไทยสามารถปรับตัวและใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพแทนที่จะถูกแทนที่ ไทยควรเตรียมความพร้อมโดยการส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาแรงงานให้มีความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล นอกจากนี้ รัฐบาลและภาคเอกชนควรร่วมมือกันดึงดูดการลงทุนใน AI และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญคือการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับจีนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ด้วยความก้าวหน้าของ DeepSeek ไทยสามารถใช้ AI จากจีนเพื่อเสริมศักยภาพอุตสาหกรรม และสร้างความร่วมมือทางธุรกิจที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย การเติบโตของ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงแค่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่อาจเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจของโลกและประเทศไทยในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ข้อคิดเห็น สคต.เซี่ยงไฮ้
การเติบโตของ DeepSeek สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่เพิ่มขึ้นของอุตสาหกรรม AI จีนสู่ตลาดโลก ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจและการแข่งขันทางเทคโนโลยี ไทยเองอยู่ในจุดที่ต้องเร่งปรับตัว ทั้งในแง่ของการพัฒนาทักษะแรงงานและการนำ AI มาสนับสนุนธุรกิจ DeepSeek ไม่ได้เป็นเพียงผู้เล่นใหม่ในตลาด แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญสำหรับไทยในการเชื่อมโยงเศรษฐกิจและความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับจีน หากไทยสามารถใช้ AI ให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ลดต้นทุน และเปิดโอกาสสู่ตลาดที่กว้างขึ้น ในขณะเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนควรทำงานร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการพัฒนา AI อย่างเป็นระบบ

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/195559

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *