CEO ARTICLE
MOU ตัวปัญหา
MOU 43 และ 44 มีที่มาและเป็นตัวปัญหาอย่างไร ?
MOU (Memorandum of Understanding) แปลสั้น ๆ ว่า บันทึกความเข้าใจที่ตรงกัน
MOU ที่เป็นข่าวดัง และดูจะเป็นตัวปัญหาต่อประเทศไทยในเวลานี้คือ บันทึกข้อตกลงการจัดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชาซึ่งมี 2 ฉบับคือ MOU 43 และ MOU 44
ต้นเหตุของ MOU น่าจะมาจากคดีปราสาทเขาพระวิหารที่ไทยแพ้ในศาลโลกปี พ.ศ. 2505 ด้วยแผนที่ 1 ต่อ 200,000 ที่ฝรั่งเศสทำและกัมพูชานำมาใช้ แต่ไทยใช้แผนที่สัดส่วน 1 ต่อ 50,000
จากนั้นเป็นต้นมา ปัญหาพื้นที่ทับซ้อนของไทยก็ดูเหมือนจะถูกละเลยจนถึงปี พ.ศ. 2530 ก็เกิดข้อพิพาทพื้นที่ทับซ้อน “ไทย-ลาว” บริเวณบ้านร่มเกล้า
หลังข้อพิพาทไทย-ลาวสงบ ไทยก็มีนโยบายเปลี่ยนอินโดจีนจาก “สนามรบเป็นสนามการค้า” มีการหยิบยกปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบกระหว่างไทย-กัมพูชาขึ้นมาใหม่ มีการเจรจา และมีการจัดตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม 2 ประเทศ หรือ JBC (Joint Boundary Commission)
เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายเข้าใจตรงกันจึงทำบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU แต่กว่า MOU จะเรียบร้อยก็มาถึงปี พ.ศ. 2543 และมาลงนามโดยรัฐบาลชวน หลีกภัย จึงเรียกว่า MOU 43
ปี พ.ศ. 2544 ไทยเปลี่ยนรัฐบาลเป็นทักษิณ ชินวัตร และเข้ามาดูพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลที่ไม่ห่างไกลจากเกาะกูดกับกัมพูชา ในที่สุดก็เกิดคณะกรรมการร่วมเพื่อพัฒนาทรัพยากรใต้ทะเล การแบ่งผลประโยชน์ และเกิดบันทึกความเข้าใจในปี พ.ศ. 2544 จึงเรียกว่า MOU 44
ปี พ.ศ. 2549 ไทยเกิดรัฐประหาร มีการเปลี่ยนรัฐบาลจนถึงปี พ.ศ. 2552 เป็นรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เห็นว่าพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลเป็นของไทย และเวลานั้น คุณทักษิณ ชินวัตร ซึ่งหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ เป็นผู้ริเริ่ม MOU 44 รู้ลึกตื้นหนาบางในผลประโยชน์ดี แต่ได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจให้กัมพูชา แน่นอนว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงในทางลบต่อไทย จึงมีดำริให้ยกเลิก MOU 44 แต่ปีนั้นเกิดการจราจลในไทย ในที่สุด MOU 44 ก็ไม่ถูกยกเลิก
ข้อสรุปคือ MOU 43 เป็นความเข้าใจพื้นที่ทับซ้อนทางบก MOU 44 เป็นทางทางทะเล
“พื้นที่ทับซ้อน” มีความหมายชัดเจนว่า พื้นที่ที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นของประเทศใด
บริเวณชายแดนจึงมีชาวบ้านของ 2 ประเทศเข้าหาของป่า ทำมาหากิน และมีทหารแต่ละประเทศประจำการเพื่อดูแลชาวบ้านของตน และป้องกันมิให้ผู้ใดบุกรุกเข้าพื้นที่ทับซ้อน
แต่หลังจากไทยแพ้คดีปราสาทเขาพระวิหาร ไทยก็มีปัญหาการเมืองภายในประเทศ มีการรัฐประหาร และมีการเปลี่ยนผู้นำหลายคนจนปัญหาพื้นที่ทับซ้อนไม่ได้ใส่ใจมากนัก
ขณะที่กัมพูชามีผู้นำคนเดียวตลอด มีความมุ่งมั่นที่จะยึดพื้นที่ทับซ้อนทุกวิถีทาง เช่น การตั้งบ่อนพนันตามแนวชายแดน มีบ่อนเล็ก มีบ่อนใหญ่ราว 150 บ่อน มีชาวบ้านรุกเข้าทำกิน และมีทหารรุกล้ำเข้าในพื้นที่ทับซ้อนให้เป็นสัญลักษณ์ของกัมพูชาจนความขัดแย้งก่อตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ในเมื่อมี MOU ที่เข้าใจตรงกัน และในเมื่อมี JBC ที่เป็นผู้แก้ปัญหาพื้นที่ทับซ้อน แต่ความขัดแย้งกลับก่อตัวมากขึ้น ในมุมนี้ MOU จึงน่าจะเป็นปัญหามากกว่าจะใช้แก้ไขปัญหา
MOU อาจเป็นตัวปัญหาที่ก่อให้เกิดความขัดแย้ง การยกเลิก MOU จึงเป็นสิ่งที่ควรทำ
หากเป็นธุรกิจ MOU เป็นเพียงบันทึก ไม่ใช่สัญญา (Contract) การยกเลิก MOU จึงทำได้ง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่วุ่นวาย แต่พอเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศ MOU ย่อมผูกพัน 2 ประเทศให้ต้องปฏิบัติภายใต้รัฐธรรมนูญของตน การยกเลิกจึงทำทันทีไม่ได้ แต่ยกเลิกได้ภายใต้กระบวนการ
ทั้ง MOU 43 และ 44 ถูกลงนามภายใต้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2540
มาตรา 224 มีข้อบัญญัติโดยย่อว่า “การลงนามในสัญญา หรือการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และต้องผ่านรัฐสภาก่อน”
ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2550 และ 2560 ที่มีข้อบัญญัติลักษณะเดียวกัน
แม้ MOU 43 และ 44 จะไม่ใช่สัญญาโดยตรง แต่เมื่อผูกพัน 2 ประเทศจึงไม่ต่างจากสัญญาที่ต้องให้สภาพิจารณาก่อน ดังนั้น หากไทยต้องการยกเลิก ผู้นำประเทศก็เพียงนำเข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาก่อน สภาคือตัวแทนของประชาชนที่ทำหน้าที่พิจารณาแทนประชาชนทั้งประเทศ
หากสภาลงมิตแล้วไม่ผ่านก็คือประชาชนไม่รับ รัฐบาลก็ใช้เป็นเหตุประกาศยกเลิกได้
แต่ปัญหาที่ตามมาคือ ภายหลังประกาศยกเลิกแล้ว การช่วงชิงพื้นที่ทับซ้อนก็อาจมากขึ้น อาจรุนแรงกลายเป็นสงครามที่มีการบาดเจ็บล้มตาย และอาจกลับมาเจรจากันอีกยากยิ่งขึ้น
การยึดมั่น MOU ต่อไป หรือจะยกเลิกจึงเป็นเรื่องวิสัยทัศน์และความสามารถของผู้นำ
หากสภาเลือกผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์ ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจ หรือมุ่งแต่ผลประโยชน์ทับซ้อนจาก MOU ไม่ว่าจะมี MOU ดีแค่ไหน ไทยก็มีความเสี่ยงจะเสียพื้นที่ทับซ้อนให้กัมพูชาอยู่ดี
ไม่ใช่เสียเปรียบที่ MOU แต่เสียเปรียบที่ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ตัวผู้นำแอบซ่อนไว้
MOU อาจเป็นตัวปัญหา แต่ผู้นำที่มีวาระซ่อนเร้นเป็นตัวปัญหามากกว่า
ทุกอย่างจึงอยู่ที่ประชาชนจะเลือกผู้แทนของตนแบบไหน เลือกพรรคการเมืองแบบไหน จะปล่อยให้สภาเลือกผู้นำประเทศแบบไหน ประเทศและผลประโยชน์ของประเทศก็จะเป็นแบบนั้น.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : July 8, 2025

Logistics
Kai Tak จากสนามบินสู่ศูนย์กลางความบันเทิงระดับพรีเมียมของฮ่องกง
สนามกีฬา Kai Tak Sports Park (KTSP) ได้เปิดตัววิดีโอเพื่อรำลึกถึงศตวรรษแห่งการเปลี่ยนแปลงของ Kai Tak โดยเน้นถึงความก้าวหน้าอย่างยิ่งใหญ่จากสนามบินที่โด่งดังสู่ศูนย์กลางความบันเทิงระดับโลก วิดีโอนี้ถูกจัดทำขึ้นเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันที่ 1 กรกฎาคมของปีนี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบการส่งมอบเกาะฮ่องกงกลับคืนสู่จีน
ย้อนกลับไปในปี 1925 สนามบิน Kai Tak เคยได้รับการขนานนามว่าเป็นหนึ่งในสนามบินที่มีความท้าทายและอันตรายที่สุดในโลก นอกจากนี้ยังเคยเป็นหนึ่งในสนามบินระหว่างประเทศที่มีการใช้งานหนาแน่นที่สุด ด้วยความซับซ้อนของเส้นทางบินที่ต้องเผชิญกับอาคารสูงและภูมิประเทศที่ยากลำบากของ Kai Tak ในวันนั้น ได้ถูกพลิกโฉมให้กลายเป็นพื้นที่ศูนย์กลางแห่งความบันเทิงและไลฟ์สไตล์สุดล้ำในวันนี้
รัฐบาลฮ่องกงมีแผนที่จะพัฒนาเขตโดยรอบ Kai Tak ให้กลายเป็นชุมชนแบบครบวงจรที่ผสมผสานที่อยู่อาศัย พื้นที่ธุรกิจ และพื้นที่สันทนาการ โครงการสำคัญอย่าง “Kai Tak Cruise Terminal” ที่เปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2013 ได้ทำให้ Kai Tak กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางการล่องเรือระดับโลก ขณะเดียวกัน พื้นที่นี้ยังถูกปรับบทบาทใหม่ในฐานะ Entertainment Hub หรือศูนย์กลางความบันเทิงชั้นนำของฮ่องกง พร้อมรองรับกิจกรรมระดับชาติและนานาชาติ เช่น Volleyball Nations League และการแข่งขันกีฬาระดับโลก The 15th National Games ที่กำลังจะเกิดขึ้น
พื้นที่ Kai Tak ไม่เพียงแต่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของฮ่องกง แต่ยังกลายเป็นพื้นที่เมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยประสานประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่าเข้ากับนวัตกรรมและการพัฒนาสมัยใหม่ การปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ในพื้นที่แห่งนี้สะท้อนถึงความเจริญก้าวหน้าของฮ่องกงในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ความคิดเห็นของ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองฮ่องกง
การพัฒนาพื้นที่ Kai Tak ถือเป็นโครงการที่น่าจับตามอง ไม่เพียงแต่ในฐานะพื้นที่ชุมชนใหม่ แต่ยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาและความเจริญในบริเวณโดยรอบอีกด้วย โดยเฉพาะในเขต Kowloon City ซึ่งเป็นที่ตั้งของ Thai Town ชุมชนสำคัญของคนไทยที่มีธุรกิจหลากหลาย เช่น ร้านสินค้าไทย ร้านอาหาร บริการนวดแผนไทย สถานออกกำลังกาย การพัฒนาดังกล่าวจึงคาดว่าจะช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับฮ่องกงได้อย่างมีนัยสำคัญ พร้อมทั้งเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับการค้าและธุรกิจของคนไทยในฮ่องกงอีกด้วย
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/ibggums2ar3ohue7jisdohev








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!