CEO ARTICLE
ภาษีทรัมป์ 36%
อะไรคือต้นเหตุให้สหรัฐขึ้นภาษีสินค้าไทย 36%
ต้นเหตุที่เห็นทั่วไปคือ ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐ
ตัวเลขในปี พ.ศ. 2567 ไทยส่งออก (Export) ไปสหรัฐมูลค่า 54,956 ล้านดอลล่าร์ เป็นเงินไทยราว 1,800,000 ล้านล้านบาท แต่ไทยนำเข้า (Import) จากสหรัฐมูลค่า 19,528 ล้านดอลล่าร์ เป็นเงินไทยราว 650,000 ล้านล้านบาท (กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568)
ไทยได้เปรียบสหรัฐ 3 เท่าเป็นเงิน 35,428 ล้านดอลล่าร์ หรือ 1,178 ล้านล้านบาท
สหรัฐเป็นประเทศใหญ่ ซื้อมาก นอกจากเสียเปรียบไทยแล้วยังเสียเปรียบประเทศอื่น เสียเปรียบมานาน เมื่อทรัมป์เป็นผู้นำจึงตอบโต้ด้วยมาตรการภาษีโดยการขึ้นภาษีสินค้าทุกประเทศที่ได้เปรียบสหรัฐ หรือที่เรียกว่า “Reciprocal Tariffs” แต่คนไทยเรียกว่า “ภาษีทรัมป์”
หากต้นเหตุมีเพียงดุลการค้าข้อเดียว การเจรจาต่อรองก็คงง่ายเหมือนประเทศอื่นที่ต่อรองจนภาษีทรัมป์ลดลง แต่นี่ไทยถูกประกาศครั้งที่ 1 เดือน เม.ย. 2568 ในอัตรา 36% จากนั้น ไทยก็พยายามเจรจา ต่อรอง แต่ถูกประกาศเป็นครั้งที่ 2 เดือน ก.ค. 2568 ด้วยอัตราภาษี 36% เท่าเดิม
ขณะที่กัมพูชา เวียดนาม จีน และอีกหลายประเทศได้ลดต่ำลง
หากไทยเจรจาไม่สำเร็จ ไทยก็ต้องช่วยเหลือผู้ส่งออกโดยการหาตลาดใหม่ ๆ เช่น อินเดีย รัสเซีย และประเทศอื่น แน่นอน ไทยต้องพึ่งพากลยุทธ์การตลาดที่ลึกล้ำ รัฐมนตรีที่มีความสามารถ และต้องได้ผู้นำรัฐบาลที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลจึงจะทำให้การส่งออกของไทยกลับคืนมาได้
แต่หากหาตลาดใหม่ ๆ ไม่ได้ การส่งออกของไทยจะสู้หลายประเทศไม่ได้ GDP จะต่ำลง ผู้ส่งออกจะตาย คนไทยจะตกงาน จะว่างงานมากขึ้น และเศรษฐกิจที่แย่อยู่แล้วจะยิ่งแย่มากขึ้น
หากมองต้นเหตุด้านเดียว สหรัฐขาดดุลการค้าจึงทำให้เกิดภาษีทรัมป์ 36%
แต่หากมองให้รอบด้านจะพบว่า หลายทศวรรษที่ผ่านมา สหรัฐกับจีนแข่งขันกันหนัก
จีนพัฒนาตนเองขึ้นเป็นผู้ผลิตของโลก สินค้าจีนมีราคาต่ำลงไปเรื่อย ๆ และเข้าไปตีตลาดทุกประเทศทั่วโลก ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐตกต่ำ และตกเป็นผู้ซื้อสินค้ารายใหญ่ของจีน
สหรัฐจึงต้องต่อสู้ทางการค้ากับจีนในหลายรูปแบบจนเป็นสงครามการค้า
สินค้าจีนบางประเภทถูกห้ามนำเข้าไปในสหรัฐ หลายประเภทถูกประกาศขึ้นภาษี แน่นอน หลายปีที่ผ่านมา จีนก็ตอบโต้กลับด้วยการขึ้นภาษีสหรัฐ และมาตรการอื่น ตาต่อตาไม่ต่างกัน
หากสหรัฐและจีนตอบโต้ทางการค้ากัน 2 ประเทศ สงครามนี้ก็ไม่น่าเกี่ยวกับไทย
แต่นี่ ผู้ผลิตของจีนหนีสงครามการค้า ย้ายฐานการผลิตมาไทย ใช้ B.O.I ใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีอื่น ผลิตสินค้าจีนในไทย ประทับตรา “Made in Thailand” และส่งออกไปสหรัฐมากขึ้น
หากทำเพียงเท่านี้ สหรัฐก็น่าจะเข้าใจและรับได้เพราะสินค้ามีการผลิตในไทย ใช้แรงงานไทย และใช้วัตถุดิบของไทยเข้าไปผสมตามกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of Origin)
แต่สิ่งที่สหรัฐจับได้จนเป็นข่าวดังหลายครั้งกลับไม่ใช่
ผู้ผลิตของจีนส่วนหนึ่งนำสินค้าที่ผลิตจากจีนเข้าไทย เข้ามาเพียงสวมรอยว่าผลิตในไทย ใช้แรงงานจีนในไทย และใช้ไทยเป็นทางผ่านส่งออกไปสหรัฐมากขึ้นเรื่อย ๆ จนสหรัฐไม่พอใจไทย
ทั้งที่ไทยมีกฎหมาย ผู้ผลิตต้องใช้แรงงานไทย ต้องมีการผลิต ยิ่งหากผู้ผลิตอยู่ภายใต้ BOI ที่ได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีก็ยิ่งต้องเข้มงวด หากไทยตรวจสอบจริงจังให้ผู้ผลิตทุกรายให้ทำตามกฎหมาย ให้มีการผลิต และให้ใช้แรงงานไทย การสวมสิทธิ์จะไม่เกิดขึ้น
การยึดหลักกฎหมายของไทยจะทำให้สหรัฐอุ่นใจ และปลอดภัยจากสินค้าสวมสิทธิ์
ในด้านนี้ ไทยจึงควรยื่นข้อเสนอไปยังสหรัฐว่า ไทยจะใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและเท่าเทียม จะจัดการผู้ผลิตที่สวมสิทธิ์สินค้า จะมิให้ใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายเข้ามาทำงาน และจะตรวจสอบคำว่า “Made in Thailnd” ให้เป็นสินค้าที่ผลิตจากประเทศไทยอย่างแท้จริง
ข้อเสนอนี้น่าจะทำให้ไทยดูเป็นกลางมากขึ้น และไม่เอนเอียงไปทางจีน
แม้ไทยจะอยู่ใกล้จีนมากกว่า มีวัฒนธรรมใกล้เคียงกับจีนมากกว่าก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ แต่หากไทยไม่บังคับกฎหมายให้เคร่งครัด ละเลยให้สินค้าจีนผ่านทางไปสหรัฐง่าย ๆ และให้สหรัฐเสียเปรียบจีนมากขึ้น แบบนี้ สหรัฐย่อมไม่พอใจไทย ขึ้นภาษีไทย แต่กลับลดภาษีให้จีนอย่างที่เห็น
ทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับผู้นำประเทศของไทยที่จะบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัด หรือจะปล่อยปละละเลยกฎหมายให้จีนได้ประโยชน์ แต่สหรัฐเสียประโยชน์จนหันมาเล่นงานไทย
แต่หากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นเพียงตัวแทนกลุ่มผลประโยชน์ มีนายทุนทั้งไทยและต่างชาติหนุนหลัง ไม่ใช่ผลประโยชน์ของชาติ ใช้คนที่ไม่มีความรู้ ไม่มีความสามารถ การบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัดก็คงยาก ภาษีทรัมป์ 36% ก็ลดลงยาก และไทยก็คงเป็นรองประเทศต่าง ๆ ร่ำไป
การแก้ไขภาษีทรัมป์ 36% ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหาตลาดใหม่ ๆ การบังคับใช้กฎหมายให้เคร่งครัด การยินยอมให้สหรัฐตั้งฐานทัพในไทย หรืออื่น ๆ ที่จะทำให้สหรัฐพอใจจึงเป็นเรื่องใหญ่ มีผลกระทบมาก เกี่ยวพันการเมืองภายในและภายนอกประเทศ และวิสัยทัศน์ของผู้นำประเทศ.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : July 15, 2025

Logistics
ประธานาธิบดีทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีอีกครั้ง จุดกระแสเร่งเจรจาทั่วโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social ลงวันที่ 7 ก.ค. 68 โดยระบุว่า ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 เป็นต้นไป สหรัฐอเมริกาจะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 36% สำหรับสินค้าทุกชนิดจากประเทศไทยที่ส่งเข้ามายังสหรัฐฯ ซึ่งนอกจากประเทศไทยแล้ว ประธานาธิบดีทรัมป์ยังโพสต์ประกาศขึ้นภาษีอีกหลายฉบับถึงประเทศต่างๆ เช่น มาเลเซีย คาซัคสถาน และตูนิเซียในอัตรา 25% ขณะที่แอฟริกาใต้จะขึ้นภาษีนำเข้าที่ 30% และลาวและเมียนมา 40% ส่วนประเทศอื่นๆ ที่ถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้า ได้แก่ อินโดนีเซีย 32% บังกลาเทศ 35% กัมพูชา 36% บอสเนีย 30% และเซอร์เบีย 35%
ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาหลายประเทศพยายามหลีกเลี่ยงการถูกเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากสหรัฐอเมริกาเพราะภาษีนำเข้าจะส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศ โดยหลายประเทศพยายามเสนอมาตรการที่คาดว่าประธานาธิบดี ทรัมป์อาจตอบรับ อาทิ อินโดนีเซียเสนอซื้อสินค้าเกษตรและเชื้อเพลิงจากสหรัฐฯ เพิ่มอีก 34,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไทยเสนอปรับลดอุปสรรคทางการค้าและจัดซื้อเครื่องบินที่ผลิตในสหรัฐฯ เพิ่ม และญี่ปุ่นก็พร้อมซื้อก๊าซธรรมชาติเหลวเพิ่มขึ้นในช่วง 20 ปีข้างหน้า อย่างไรก็ตาม ขณะที่เส้นตายวันที่ 9 ก.ค. 68 ที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตั้งไว้ใกล้เข้ามา ความพยายามเหล่านี้กลับดูไร้ผล จดหมาย 14 ฉบับที่ประธานาธิบดีทรัมป์โพสต์ ส่วนใหญ่ส่งถึงประเทศในเอเชีย โดยอัตราภาษีที่ระบุในจดหมายแทบไม่ต่างจากที่กำหนดไว้ในเดือนเม.ย. 68 ก่อนที่สหรัฐฯ จะประกาศระงับมาตรการภาษีออกไป 90 วันเพื่อเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ เจรจาหาข้อตกลงที่สอดคล้องกับข้อเรียกร้องของสหรัฐฯ ในการสร้างการค้าที่สมดุลย์มากขึ้น
ประธานาธิบดีทรัมป์เขียนไว้ในจดหมาย ซึ่งมีเนื้อหาเหมือนกันแทบทั้งหมด ต่างกันเพียงชื่อประเทศ “เราได้ใช้เวลาหลายปีในการหารือความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศไทย และได้ข้อสรุปว่าเราจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงการขาดดุลการค้าในระยะยาวที่เกิดจากนโยบายภาษีและอุปสรรคทางการค้าของไทย”
การประกาศเรียกเก็บภาษีครั้งใหม่นี้ทำให้หลายประเทศ ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ ซึ่งล้วนเป็นพันธมิตรเก่าแก่ของสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับคำถามสำคัญว่าจะดำเนินความสัมพันธ์กับสหรัฐอเมริกาที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไร ในเมื่อกระบวนการเจรจาเต็มไปด้วยความล่าช้า และมีการเปลี่ยนแปลงวันเดดไลน์โดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า
นายมานู ภัสการัน ประธานบริษัทวิจัย Centennial Asia Advisors กล่าวว่า “หลายประเทศในเอเชียจะตั้งคำถามว่า ‘นี่คือวิธีที่สหรัฐฯ ปฏิบัติต่อมิตรหรือ’ คำขู่ที่รุนแรงและภาษาที่ไม่เป็นมิตรเช่นนี้จะสร้างความเสียหายถาวรต่อภาพลักษณ์และผลประโยชน์ของสหรัฐฯ ในเอเชียและที่อื่นหรือไม่”
ประเทศในเอเชียส่วนใหญ่สร้างเศรษฐกิจขึ้นมาเพื่อตอบสนองตลาดตะวันตก คำประกาศของประธานาธิบดีทรัมป์เปรียบเสมือนการบอกว่าความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างระหว่างกันต้องเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิง และปฏิกิริยาตอบโต้ของประเทศในภูมิภาคเอเชียจะส่งผลต่อทั้งทิศทางการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ในระยะยาว ตามการคำนวณของบริษัทให้บริการทางการเงินระดับโลกมอร์แกน สแตนลีย์ ตั้งแต่ภาษีนำเข้ารถยนต์และเหล็กที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเก็บก่อนหน้านี้ รวมไปถึงภาษีที่เกี่ยวข้องกับสารเฟนทานิล อัตราภาษีเฉลี่ยสำหรับสินค้านำเข้าจากเอเชียจะพุ่งจาก 4.8% ในเดือนม.ค. 68 เป็น 27% หากอัตราภาษีที่ประกาศทั้งหมดมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคม และอาจเพิ่มขึ้นอีกหากสหรัฐฯ ดำเนินการตามแผนเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประเภทยาและเซมิคอนดักเตอร์
นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าภาษีดังกล่าวที่ประธานาธิบดีทรัมป์มองว่าเป็นเครื่องมือฟื้นฟูภาคการผลิตในประเทศและเพิ่มรายได้ให้รัฐบาลกลางจะทำให้มูลค่าการนำเข้าของสหรัฐฯ ลดลง ทั้งบริษัทอเมริกันและคู่ค้าต่างประเทศจะเผชิญกับกำไรที่ลดลง เนื่องจากภาระภาษีจะถูกกระจายไประหว่างผู้บริโภค, ผู้นำเข้า และผู้ส่งออก ส่งผลให้บริษัทมีเงินเหลือจ่ายค่าจ้างและลงทุนในธุรกิจน้อยลง
บางประเทศที่ได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีทรัมป์ในวันจันทร์แทบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ เช่น เกาหลีใต้ ซึ่งลงนามข้อตกลงการค้าเสรีกับสหรัฐฯ มา 13 ปีแล้ว ส่งผลให้ภาษีนำเข้าระหว่างสองประเทศแทบเป็น 0 ประธานาธิบดีคนใหม่ของเกาหลีใต้ นายอี แจ มยอง พยายามเสนอความร่วมมือในการฟื้นฟูอุตสาหกรรมต่อเรือของสหรัฐฯ โดยส่งทั้งหัวหน้าคณะเจรจาการค้าและที่ปรึกษาความมั่นคงแห่งชาติไปพบเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่เกาหลีใต้ก็ยังคงถูกเก็บภาษีในอัตรา 25% เท่ากับที่เคยถูกระงับไว้ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แม้มาตรการภาษีใหม่จะมีผลในวันที่ 1 สิงหาคม ซึ่งยังมีช่วงเวลาในการเจรจา แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่าอะไรจะทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์เปลี่ยนใจ
ผู้นำหลายประเทศในเอเชียแสดงความผิดหวังที่ต้องกลับไปเริ่มต้นใหม่ แม้จะพยายามเจรจาอย่างต่อเนื่อง คณะผู้แทนจากประเทศไทยเพิ่งเข้าพบนาย Jamieson Greer ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกระทรวงการคลังเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังถูกเก็บภาษี 36% ตามการประกาศในวันจันทร์
นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรีของไทยกล่าวว่า “ผมคิดว่ามันขัดแย้งกันอยู่เพราะเราก็เจรจากับผู้แทนการค้าซึ่งเป็นตัวแทนที่สหรัฐฯ แต่งตั้งมา แต่ทำเนียบขาวหรือฝ่ายที่เกี่ยวข้องก็ยังคงส่งจดหมายมาอีก”
ความสับสนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในทวีปเอเชียเท่านั้น สินค้าจากแอฟริกาใต้จะถูกเก็บภาษีนำเข้า 30% ประธานาธิบดีรามาโฟซา ผู้นำแอฟริกาใต้ในแถลงการณ์เมื่อวันจันทร์ว่าอัตราภาษีนำเข้าดังกล่าวเป็นการตีความที่แตกต่างกันในเรื่องดุลการค้าของทั้ง 2 ประเทศ และตั้งข้อสังเกตว่าสินค้าของสหรัฐฯ ประมาณ 3 ใน 4 ส่วน สามารถขายในแอฟริกาใต้ได้โดยไม่มีภาษีนำเข้าใดๆ นอกจากนี้ประธานาธิบดีรามาโฟซาเคยพยายามเรียกร้องจากสหรัฐฯ ว่าแอฟริกาใต้สามารถพึ่งพาสหรัฐฯ ให้เป็นตลาดสินค้าและแหล่งลงทุนได้ โดยเฉพาะเมื่อเศรษฐกิจแอฟริกากำลังเผชิญกับอัตราว่างงานสูงและการเติบโตต่ำ แต่หลังได้รับจดหมายจากประธานาธิบดีทรัมป์ เขาได้เรียกร้องให้นักธุรกิจและบริษัทแอฟริกาใต้เร่งกระจายตลาดเพื่อลดการพึ่งพาการค้ากับสหรัฐฯ
หนึ่งในเบาะแสสำคัญที่บ่งชี้ว่าประธานาธิทรัมป์ต้องการอะไรกันแน่คือข้อตกลงทางการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ กับเวียดนาม โดยเวียดนามยอมรับการเก็บภาษีนำเข้า 40% กับสินค้าที่ถูกส่งผ่านจากจีนมายังเวียดนาม ซึ่งสินค้าเหล่านี้มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่สหรัฐฯ เริ่มเก็บภาษีสินค้าจากจีนโดยตรงมากขึ้น ถ้อยคำในจดหมายจากประธานาธิบดีทรัมป์ก็สะท้อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยระบุว่า “สินค้าที่ผ่านแดนเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีที่สูง จะถูกเก็บภาษีในอัตราที่สูงยิ่งกว่า” นั่นหมายความว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังบีบให้ประเทศต่างๆ ต้องเลือกข้างว่าจะอยู่กับจีนหรือกับสหรัฐฯ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ทั้งตัดสินใจและปฏิบัติได้ยากต่อหลายประเทศ
สำหรับบางประเทศ จีนอาจเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจกว่าสหรัฐฯ เพราะจีนเสนอทั้งเงินลงทุนและตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ เช่น คาซัคสถานซึ่งถูกสหรัฐฯ ขู่ว่าจะเก็บภาษี 25% ก็เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเลือกข้างระหว่างสองมหาอำนาจ สหรัฐฯ เคยเป็นนักลงทุนรายใหญ่ในคาซัคสถานโดยเฉพาะในโครงการน้ำมันและก๊าซ แต่การลงทุนชะลอลงในช่วงหลังก่อนจะฟื้นตัวอีกครั้งในปี 2024 เมื่อรัฐบาลออกใบอนุญาตให้ทำเหมืองมากขึ้นและการค้นพบแหล่งแร่หายากใหม่ในคาซัคสถาน
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาคาซัคสถานประกาศความร่วมมือกับจีนในด้านพลังงาน อวกาศ เกษตรกรรม และอีคอมเมิร์ซ ประธานาธิบดีคัสซิม-โจมาร์ต โตคาเยฟ ระบุหลังพบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ว่าความสัมพันธ์กับจีนและคาซัคสถานได้เข้าสู่ยุคทอง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะจีนไม่เรียกร้องเงื่อนไขทางการเมืองใดๆ เพื่อแลกกับความร่วมมือจากคาซัคสถาน
แม้หลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะพยายามกระจายตลาดส่งออกไปยังประเทศอื่นนอกเหนือจากสหรัฐฯ มานานแล้ว แต่หากสหรัฐฯ ขึ้นภาษีนำเข้าสูงจนทำให้ราคาสินค้าแพงเกินกว่าผู้บริโภคอเมริกันจะยอมจ่าย ประเทศเหล่านี้ก็แทบไม่มีทางเลือกอื่น ในขณะเดียวกัน ตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็เต็มไปด้วยสินค้าจากจีนที่เร่งส่งออกเพื่อพยุงเศรษฐกิจของจีนเอง ทำให้การแข่งขันด้านราคารุนแรงขึ้น และส่งผลให้กำไรของผู้ประกอบการลดลงอย่างต่อเนื่อง มาเลเซียเป็นหนึ่งในประเทศที่รู้สึกว่าตกอยู่ในสถานการณ์ลำบาก เพราะต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนจากนโยบายของสหรัฐฯ ขณะที่ทางเลือกอื่นก็ยังไม่น่าสนใจหรือมีศักยภาพเทียบเท่า
นายลี เฮง กวี ผู้อำนวยการบริหารศูนย์วิจัยเศรษฐกิจ-สังคมแห่งมาเลเซียกล่าวว่า “ผู้ส่งออกมาเลเซียต้องเผชิญกับราคาสินค้าที่แข่งขันได้น้อยลงในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่พยายามหาตลาดใหม่ในประเทศอื่นที่ให้ความสำคัญกับระบบการค้าที่เป็นธรรมและยึดหลักกติกา”
นอกจากนี้ หลายประเทศยังจับตามองว่าประธานาธิบดีทรัมป์จะเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีของประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคหรือไม่ เพราะผู้นำเข้าชาวอเมริกันก็เริ่มพิจารณาย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่เสียภาษีน้อยกว่า นายแพทริก ซุง เจ้าของบริษัทในพอร์ตแลนด์ รัฐออริกอน ซึ่งรับออกแบบและผลิตสินค้าหลากหลาย เช่น กระเป๋าเดินทาง อุปกรณ์การแพทย์ และอุปกรณ์กล้องในเอเชีย กล่าวว่าเขากำลังรอความชัดเจนเรื่องภาษี ก่อนจะตัดสินใจว่าจะใช้โรงงานในเวียดนาม จีน ไทย หรือฟิลิปปินส์ ในการผลิตสินค้า
สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครนิวยอร์ก
ข้อมูลอ้างอิง The New York Times
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/jhqij56a9okjm5mzuzv805om








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!