CEO ARTICLE

รัฐพันลึก

Published on August 25, 2025


Follow Us :

    

คดีทางการเมืองของไทยเกี่ยวพันกับรัฐพันลึกอย่างไร ?

“รัฐพันลึก” ภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Deep State” หมายถึง รัฐมีระบบการปกครองหนึ่ง แต่มีอำนาจลับที่เหนือกว่าระบบการปกครองคอยผลักดันวาระต่าง ๆ ให้เป็นไปตามความต้องการ
อำนาจลับที่ว่านี้ทำให้ผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่มมีอำนาจอยู่เหนือกฎหมาย
ประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐพันลึก เช่น กัมพูชา เมียนม่า รัสเซีย อิหร่าน ส่วนประเทศที่ได้ชื่อว่าหลุดพ้นจากรัฐพันลึกแล้ว เช่น เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฟินแลนด์ สวีเดน สวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น
แต่ในทางปฏิบัติ รัฐที่ได้ชื่อว่าหลุดพ้นแล้วก็อาจหลุดพ้นไม่เต็มร้อย ตัวอย่างเช่น การเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งโจ ไบเดน เป็นฝ่ายชนะ แต่โดนัล ทรัมป์ ไม่ยอมรับ พยายามล้มล้างผลการเลือกตั้ง ถูกฟ้องร้อง และเรื่องยังอยู่ในศาล
พอถึงการเลือกตั้งในปี พ.ศ. 2567 โดนัล ทรัมป์กลับเป็นฝ่ายชนะ ได้เป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง ศาลก็สั่งยุติการพิจารณาคดีล้มล้างนั้นด้วยเหตุผลเพื่อความสง่างามของตำแหน่งผู้นำประเทศ
แม้คดีดังกล่าวจะสามารถนำขึ้นมาพิจารณาใหม่ แต่ไม่มีความแน่นอน
ความไม่แน่นอนยังส่งผลไปยังคดีอื่น ๆ ของทรัมป์ให้ไม่แน่นอนไปด้วย เช่น คดีการปลอมแปลงเอกสารทางธุรกิจ คดีการจ่ายเงินเพื่อปิดปากดาราหนังผู้ใหญ่ที่เคยมีความสัมพันธ์กับทรัมป์
การยุติการพิจารณาชั่วคราวเพื่อความสง่างามของผู้เป็นนโยบายที่พอเข้าใจได้
แต่ใครจะยืนยันว่า ผลของการยุติครั้งนี้จะไม่ทำให้คดีอื่นต้องสิ้นสุดไปด้วยจนคนที่ติดตามการเมืองสหรัฐมองเลยเถิดไปว่า สหรัฐอาจมีความเป็นรัฐพันลึกซ่อนอยู่ก็ได้

อย่างนี้แล้ว คดีทางการเมืองของไทยก็อาจเกี่ยวพันกับรัฐพันลึกไม่ต่างกัน
วิธีการดูว่า ประเทศไทยมีความเป็นรัฐพันลึกหรือไม่นั้น เว็บไซต์ thaipublica เผยแพร่วันที่ 16 ส.ค. 2568 ได้ให้แนวทางการพิจารณาพฤติกรรมไว้ 10 ประการ (โดยย่อ) ดังนี้
1. ไทยมีวัฒนธรรมแห่งอภิสิทธิ์ชน คนบางกลุ่มอยู่เหนือกฎหมาย
2. ไทยมีทุนนิยมพวกพร้อง แอบอิงอำนาจ ผูกขาด การแข่งขันไม่เสรีจริง
3. ไทยมีเศรษฐกิจสีเทา มีธุรกิจใต้ดิน มีเจ้าพ่อแอบอิงอำนาจรัฐ
4. ไทยมีธนาธิปไตย มีการใช้เงินซื้อเสียง ซื้อ ส.ส. มาสนับสนุนพรรค
5. ไทยมีอิทธิพลท้องถิ่น ใช้การอุปถัมป์ผูกขาดเศรษฐกิจ การเมือง และการปกครอง
6. ไทยมีระบบราชการฝังลึก มีการโยกย้ายและการแต่งตั้งตำแหน่งด้วยเส้นสาย
7. ไทยยึดกฎหมายเป็นเครื่องมือ แต่ไม่ยึดให้เป็นตัวแทนความยุติธรรม
8. ไทยมีวัฒนธรรมจารีตนิยมแบบบิดเบี้ยว ไม่กล้าคิด ไม่กล้าเปลี่ยนแปลง
9. ไทยมีการควบคุมสื่อและข้อมูล ทำให้คนเข้าใจผิด และไม่เห็นปัญหาที่แท้จริง
10. ไทยมีโครงสร้างประชาธิปไตยเทียม พรรคการเมืองไม่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง
พฤติกรรมทั้ง 10 ประการมีอยู่จริงในประเทศไทย ฝังรากลึกมานาน เกิดจากคนหลายกลุ่มที่พัวพันกันไปมา ทำให้มีการทุจริตเป็นกระบวนการในทุกวงการเพื่อเลี้ยงดูบริวารจนเกิดอำนาจลับ และทำให้ไทยเป็นรัฐพันลึกที่ขาดความน่าเชื่อถือในเวทีโลก
ด้วยเหตุนี้ คนจำนวนมากจึงเชื่อว่า คดีทางการเมืองของไทยตลอดเวลาที่ผ่านมาต้องเกี่ยวพันกับผู้มีอิทธิพลหลายกลุ่มจนเป็นรัฐพันลึกแน่ ทั้งนี้รวมถึงคดีความต่าง ๆ ที่มีจำเลยเป็นคนรวย คนมีชื่อเสียง คนมีตำแหน่ง และเป็นผู้มีอิทธิพลให้พลิกคดีจากผิดเป็นถูก
แต่ด้วยรัฐธรรมนูญมีการพัฒนามากขึ้น มีการส่งเสริมสื่อมวลชนให้ตีแผ่ มีการทำกฎหมายให้เป็นกฎหมาย มีการส่งเสริมคุณค่า เกียรติ และศักดิ์ศรีของกระบวนการยุติธรรม
ทั้งหมดถูกดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อส่งเสริมไทยให้หลุดพ้นจากรัฐพันลึก
ดังนั้น การพิจารณาคดีทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในวันนี้ หากยึดหลักกฎหมายอย่างตรงไปตรงมา วันนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นให้อำนาจลับไม่อยู่เหนือระบบการเมือง การปกครอง และความถูกต้องอีกต่อไป และอาจเป็นจุดเริ่มต้นให้รัฐพันลึกค่อย ๆ จางหายไปจนหลุดพ้นจากสังคมไทย
หากทำได้จริง ประเทศไทยก็จะมีแต่หลักนิติธรรม มีความโปร่งใส และมีความสงบสุข แต่หากทำไม่ได้ คุกก็คงมีไว้ขังแต่คนจนเช่นเดิม และประเทศไทยก็คงขาดความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
สุดท้าย ประเทศไทยคงจมอยู่ในรัฐพันลึกที่เต็มไปด้วยอำนาจลับไปอีกยาวนาน.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : August 25, 2025

Logistics

อิตาลีอนุมัติสร้างสะพานแขวนที่ยาวที่สุดในโลก เชื่อมเกาะซิซิลีกับแผ่นดินใหญ่ งบลงทุนกว่า 13,500 ล้านยูโร

รัฐบาลอิตาลีไฟเขียวโครงการสร้างสะพานแขวนข้ามช่องแคบเมสซีนา (Messina) เชื่อมเกาะซิซิลี (Sicily) เข้ากับแผ่นดินใหญ่ โดยมีมูลค่าโครงการกว่า 13,500 ล้านยูโร และจะถือเป็นสะพานแขวนที่ยาวที่สุดโลก แม้เผชิญเสียงคัดค้านจากความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม ความมั่นคง และอิทธิพลมาเฟียก็ตาม

คณะกรรมการเพื่อการวางแผนเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ยั่งยืน (CIPESS) ซึ่งมีตัวแทนจากหลายกระทรวงมาร่วมทำงานเพื่อประสานนโยบาย และกำกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ มีมติอนุมัติโครงการเมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2568 โดยกระทรวงคมนาคมอิตาลียืนยันว่าแผนดังกล่าวถือเป็นตัวเร่งพัฒนา (“an accelerator for development”) สำหรับภาคใต้ของอิตาลี ที่เป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจและรายได้ต่ำกว่าภาคเหนือและกลางของอิตาลี โดยเริ่มร่างกระบวนการก่อสร้างภายในฤดูร้อน 2568 นี้ และคาดว่าโครงการก่อสร้างจริงจะเริ่มในปี 2569 และตั้งเป้าแล้วเสร็จภายในปี 2576

รัฐบาลอิตาลีเคยเสนอโครงการก่อสร้างสะพานดังกล่าวครั้งแรกในปี 2512 แต่ถูกปัดตกไป และมีการรื้อฟื้นโครงการอีกครั้งภายใต้รัฐบาลของนาง Giorgia Meloni โดยในปี 2566 ได้ระบุว่า โครงการนี้ถือเป็นความท้าทายสำหรับอิตาลีเป็นอย่างมาก แต่ถือเป็นโครงการที่สมเหตุสมผล เป็นการลงทุนเพื่อปัจจุบันและอนาคตของอิตาลีและเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์สำหรับการพัฒนาภาคใต้ของอิตาลีและประเทศอิตาลีโดยรวม

โครงการสะพานแขวนช่องแคบเมสซีนาจะมีความยาวเกือบ 3.7 กิโลเมตร โดยช่วงสะพานแขวนกลางยาวถึง 3.3 กิโลเมตร แซงหน้าสถิติสะพานแขวน Çanakkale ของตุรกีที่เปิดใช้เมื่อปี 2565 โครงสร้างประกอบด้วยถนน 4 เลน และทางรถไฟรางคู่ สามารถรองรับรถยนต์ 6,000 คันต่อชั่วโมง และรถไฟ 200 ขบวนต่อวัน นอกจากนี้ รัฐบาลอิตาลีระบุว่าสะพานดังกล่าวจะถูกจัดเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านความมั่นคง เนื่องจากสามารถใช้เป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ของ NATO ในการเคลื่อนย้ายกำลังพลและยุทโธปกรณ์ไปยังแนวป้องกันทางใต้ ซึ่งช่วยให้อิตาลีบรรลุเป้าหมายด้านงบกลาโหมตามที่ NATO ได้กำหนดไว้

อย่างไรก็ตาม องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมก็ได้ยื่นคำร้องต่อสหภาพยุโรป โดยแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อเส้นทางอพยพของนกอพยพ และตั้งคำถามว่า การศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมยังไม่เพียงพอที่จะชี้ชัดว่าโครงการนี้มีความจำเป็นเพื่อสาธารณะ นอกจากนี้ยังมีข้อกังวลเกี่ยวกับการแทรกแซงของมาเฟีย แม้ในกฤษฎีกาโครงการรัฐบาลจะพยายามให้อำนาจกระทรวงมหาดไทยกำกับมาตรการต่อต้านมาเฟีย แต่ประธานาธิบดีอิตาลี นาย SergioMattarella ยืนกรานว่าโครงการนี้อยู่ภายใต้กฎหมายต้านมาเฟียที่ใช้กับโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ทุกประเภท เพื่อป้องกันไม่ให้การกำกับดูแลได้รับการแทรกแซง

โครงการนี้มอบหมายให้บริษัท WeBuild ของอิตาลี ซึ่งเคยชนะการประมูลตั้งแต่ปี 2549 แต่ถูกยกเลิกในปี 2556 ก่อนจะกลับมาดำเนินการอีกครั้ง ทั้งนี้ WeBuild ยังเป็นผู้สร้างสะพาน Çanakkale ในตุรกี ซึ่งจะเป็นต้นแบบวิศวกรรมให้กับการก่อสร้างสะพานเมสซีนา สำหรับข้อกังวลด้านแผ่นดินไหว เนื่องจากพื้นที่นี้เคยประสบแผ่นดินไหวใหญ่เมื่อปี 2451 WeBuild ชี้แจงว่าสะพานแขวนนี้จะมีความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนมากกว่าสะพานรูปแบบอื่น และมีตัวอย่างการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง เช่น ญี่ปุ่น ตุรกี และแคลิฟอร์เนีย เป็นต้น

ในด้านเศรษฐกิจ รายงานวิเคราะห์ของ Unimpresa สมาพันธ์ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของอิตาลี ระบุว่า การลงทุน 13 พันล้านยูโรในการสร้างสะพานข้ามช่องแคบเมสซินาจะสร้างรายได้จากค่าผ่านทางและการขนส่งทางรถไฟอยู่ระหว่าง 535–800 ล้านยูโร/ปี ส่งผลให้มีกำไรปฏิบัติการประมาณ 100 ล้านยูโรต่อปี และคาดว่าใน 30 ปีข้างหน้า กำไรสะสมจะอยู่ราว 3 พันล้านยูโร ซึ่งคิดเป็นเพียง 23–25% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมดเท่านั้น

ด้านผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในภูมิภาคยังถือว่าจำกัด โดยคาดว่าการสร้างสะพานจะส่งผลต่อ GDP ของแคว้นซิซิลีต่ำกว่า 1% ต่อปี และของแคว้น Calabria ระหว่าง 1.4–2.3% ต่อปี อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโครงการไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนประชากร แต่ขึ้นอยู่กับปริมาณสินค้าและการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เชื่อมต่อทั้งท่าเรือ สถานีขนส่ง และเครือข่ายทางรถไฟ เพื่อให้สะพานสามารถเป็น Logistics Hub ในทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสำหรับการขนส่งระหว่างประเทศ

ความคิดเห็นของสคต. ณ เมืองมิลาน

1. ปัจจุบัน สินค้าอาหารไทยส่วนใหญ่ที่เข้ามาอิตาลีมักกระจายตัวไปทางตอนเหนือ เช่น ผ่านท่าเรือเจนัว (Genova) ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี หรือนำเข้าทางอากาศผ่านสนามบินมิลาน-มัลเปนซา (Milano Malpensa) ซึ่งเป็นช่องทางหลักของการค้าส่งออก แต่ในภาคใต้ของอิตาลียังมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาเพิ่มขึ้นได้ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เช่น เมืองเนเปิลส์ (Naples) เมือง Salerno และเกาะซิซิลี ซึ่งมีนักท่องเที่ยวจำนวนมากและผู้บริโภคที่พร้อมเปิดรับวัฒนธรรมอาหารใหม่ๆ ทั้งนี้ สินค้าที่มาถึงท่าเรือซิซิลี มักต้องใช้เรือเฟอร์รี่ข้ามไปยังอิตาลีแผ่นดินใหญ่ ซึ่งอาจไม่สะดวกและเพิ่มต้นทุนการขนส่ง การสร้างสะพานแขวนข้ามช่องแคบเมสซีนาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งในอิตาลีตอนใต้จะช่วยแก้ไขปัญหานี้และเพิ่มความสะดวกในการขนส่งสินค้าได้

2. อย่างไรก็ตาม การเจาะตลาดอิตาลีทางตอนใต้ยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือจำนวนคนไทยในภูมิภาคนี้ยังน้อย ทำให้ความนิยมและความรู้จักอาหารไทยยังจำกัด นอกจากนี้ วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นทางใต้ยังคงแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ตลาดบริโภคอาหารต่างชาติ โดยเฉพาะอาหารเอเชีย ยังขยายตัวได้ช้าเมื่อเทียบกับภาคเหนือของประเทศ

3. การลงทุนในธุรกิจอาหารไทย เช่น การเปิดร้านอาหารไทย หรือการจำหน่ายสินค้าอาหารไทยควบคู่กับการเผยแพร่วัฒนธรรมอาหารไทย อาจช่วยกระตุ้นความสนใจของผู้บริโภคท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้ นอกจากนี้ การทำกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้ เช่น การจัดงานชิมอาหารไทย หรือแคมเปญส่งเสริมวัฒนธรรมอาหารไทย จะช่วยสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีให้กับสินค้าไทย ซึ่งในระยะยาวอาจช่วย ขยายมูลค่าการส่งออกสินค้าอาหารไทยไปยังอิตาลีตอนใต้ และกระจายความเสี่ยงจากตลาดเหนือที่มีการแข่งขันสูง

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/ayh4xudeedhxm4avk8t8yue7

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *