CEO ARTICLE
Must Carry
ความขัดแย้งคดี ศ.ดร. พิรงรอง ให้อะไรกับสังคม ?
ต้นเรื่องมาจากกฎ “Must Have” และ “Must Carry” ที่ใช้ในหลายประเทศ
ประเทศไทยนำกฎนี้มาใช้ในปี 2555 ที่กำหนดให้รายการโทรทัศน์ “ต้องมี” (Must Have) การเผยแพร่รายการที่มีความสำคัญระดับชาติฟรีในช่องฟรีทีวี และระบุรายการต่าง ๆ เช่น
1. การแข่งขันฟุตบอลโลก รอบสุดท้าย
2. การแข่งขันกีฬาซีเกมส์
3. การแข่งขันกีฬาเอเชียนเกมส์
4. การแข่งขันเอเซียนพาราเกมส์
5. การแข่งขันกีฬาโอลิมปิก
6. การแข่งขันกีฬาพาราลิมปิก
เมื่อต้องมีแล้ว เอกชนก็ “ต้องแบก” (Must Carry) ค่าใช้จ่ายเอง ห้ามสร้างรายได้ ห้ามเก็บค่าสมาชิก และห้ามโฆษณาเพิ่มซึ่งเห็นชัด ๆ ว่ากฎนี้มีไว้เพื่อประชาชน
ปี 2565 มีฟุตบอลโลก แต่เอกชนไม่มีรายได้จึงจัดไม่ได้ ในที่สุดก็ได้รับเงินสนับสนุนจาก กสทช. (คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) จนฟุตบอลโลกสามารถเผยแพร่ได้ (Thai PBS Online 06 ก.พ. 2568)
ระหว่างเผยแพร่ มีการร้องเรียนไปยัง กสทช. ว่ามีการโฆษณาในช่องฟรีทีวี
กสทช. จึงมีหนังสือแจ้งเตือนไปยังเอกชนรายนั้นให้ปฏิบัติตามกฎ แต่เอกชนตีความว่าการเตือนอาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงตน และฟ้อง ศ. กิตติคุณ ดร. พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ และให้รับผิดฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทางอาญาตามมาตรา 157
ประเด็นที่น่าคิดคือ กสทช. ทำหน้าที่ฝ่ายปกครองดูแลประโยชน์ของประชาชน หากคำสั่ง กสทช. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เอกชนก็ควรฟ้องไปที่ศาลปกครองเพื่อให้ถอนคำสั่ง กสทช.
แต่เอกชนกลับมีเจตนาฟ้องอาญา ฟ้องบุคคลไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ฟ้องฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ไม่เป็นกลาง และให้รับโทษทางอาญาตามมาตรา 157
1. วันที่ 14 พ.ค. 2567 ศาลอาญาทุจริตฯ มีคำพิพากษาคำฟ้องแรกว่า ไม่พบพฤติการณ์ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อเอกชนจึงให้ ศ.ดร. พิรงรอง ดำรงตำแหน่งต่อไป
2. วันที่ 6 ก.พ. 2568 ศาลฯ มีคำพิพากษาคำฟ้องที่ 2 ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ห่างไกลหลายแห่งที่ไม่สามารถรับชมแบบฟรีทีวีได้ ต้องใช้ Online Platform ผ่านโครงข่าย Internet ซึ่งกฎ Must Have, Must Carry ยังไม่ครอบคลุม และ กสทช. ก็ยังไม่ออกแนวทางปฏิบัติ
เมื่อไม่มีแนวทางห้าม การออกหนังสือเตือนจึงเป็นความผิด ให้จำคุก 2 ปี ไม่รอลงอาญา
หากมองเจตนารมณ์ของกฎ Must Carry ที่ไม่ต้องการให้มีการสร้างรายได้
กสทช. เป็นผู้ให้เงินอุดหนุน เป็นผู้ควบคุมให้เกิดประโยชน์สาธารณะตามกฎ เมื่อมองว่ามีการทำผิดก็ออกหนังสือเตือน การเตือนจึงเป็นสิ่งที่รับฟังได้
แต่หากมองระเบียบปฏิบัติที่ยังไม่ครอบคลุม
การมีโฆษณาใน Online Platform แม้จะสร้างรายได้ แต่เป็นช่องว่างที่ระเบียบยังไปไม่ถึง เป็นการทำในสิ่งที่กฎหมายไม่ห้าม การเตือนทำให้เอกชนเสื่อมเสียก็เป็นสิ่งที่รับฟังได้เช่นกัน
การมองมุมต่างกันเป็นเรื่องปกติ ศาลแต่ละศาลก็มองในมุมต่างกันเช่นกัน
ศาลปกครองเป็นศาลตัดสิน “ข้อพิพาททางปกครอง” ตัดสินคำสั่งของฝ่ายปกครองที่อาจชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลปกครองจึงมีมุมมองทางรัฐศาสตร์ร่วมกับนิติศาสตร์
ศาลอาญาเป็นศาลตัดสิน “ความผิดทางอาญา” มองเจตนาของผู้ทำผิด เจตนาที่ไม่สุจริต การทุจริต การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลอาญาจึงต้องมีมุมมองที่หนักไปทางนิติศาสตร์
เมื่อข้อพิพาทยื่นต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ มุ่งฟ้องตัวบุคคล และมุ่งไปที่ความผิดทางอาญา มุมมองและผลของการพิพากษาจึงเป็นเช่นนี้โดยผลคำตัดสินยังไม่ถึงที่สุด ยังมีการอุทธรณ์
แต่ผลครั้งนี้กลับเกิดกระแสในสังคมให้เซฟ ศ.ดร. พิรงรอง ให้ปกป้องคนที่ทำประโยชน์ต่อส่วนรวม ให้ต่อต้านสินค้าเครือผู้ฟ้อง ให้ทบทวนแนวทางกฎหมายที่อาจทับซ้อน และให้ระวังหน่วยงานอื่นของรัฐจะไม่กล้าทำหน้าที่คุ้มครองประชาชนในกรณีมุมมองกฎหมายที่ต่างกัน
ในทางสังคม ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกัน สุดท้าย ทุกฝ่ายในสังคมอาจไม่ได้ประโยชน์อะไรจากความขัดแย้งครั้งนี้ ตรงกันข้ามอาจส่งผลเสียต่อทุกฝ่ายมากกว่าก็ได้.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : February 11, 2025

Logistics
ผู้นำเข้า/ส่งออกเคนยาประท้วงการขึ้นค่าธรรมเนียม (Port Surcharged) ของสายเรือในแอฟริกา
เกิดการประท้วงของสมาคมผู้ขนส่งสินค้าทางเรือแอฟริกาตะวันออกหลังจากสายเรือใหญ่ ลำดับที่ 1 และ 2 ของโลกในการรับส่งสินค้ามายังแอฟริกา 2 บริษัท ได้แก่ MSC (Mediterranean Shipping Company) และ MAERSK ตามลำดับ ได้ประกาศมาตรการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม Port Congestion Surcharged จากค่าระวางเรือปกติ กับเรื่อที่จะขนส่งสินค้ามายังแอฟริกาเพิ่มเติมหลังจากวันที่ 13 มกราคม 2028 ในอัตรา 500 USD ต่อตู้ (ทั้งขนาด 40 ft และ 20 ft) โดยสายเรือทั้งสองบริษัทมีส่วนแบ่งการขนส่งในแอฟริกาและเคนยารวมกว่าร้อยละ 48 หรือ ครึ่งหนึ่งของการให้บริการการขนส่งผ่านท่าเรือ Mombasa
โดยมาตราการนี้ จะทำให้สินค้าที่จะมีการส่งออกและนำเข้าผ่านท่าเรือ Mombasa ของเคนยาจะต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ อัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว เป็นค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่ Kentrade (The Kenya Trade Network Agency) ได้เรียกเก็บจากเจ้าของสินค้าในการยื่นคำขอในการใช้บริการท่าเรือ (Port Fee) คำขอละ 80 USD ส่งผลทำให้ต้นทุนการขนส่งและบริการของท่าเรือเคนยาปรับเพิ่มขึ้นรวมแล้วกว่า 480 USD ต่อตู้ ซึ่งจากข่าวดังกล่าวนี้ ทำให้เกิดการประท้วงของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก ของเคนยาเนื่องจาก เห็นว่า การที่สายเรือ ไม่ว่าจะเป็น MSC และ MAERSK จะเรียกเก็บค่าเรือเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุผลที่อ้างว่า การเดินเรือมีความล่าช้าจากปัญหาการเดินเรือต้องอ้อมเส้นทางในทะเลแดงที่เสี่ยงต่อการโจมตีของกบฎฮูตี และการจัดการของท่าเรือในแอฟริกา เช่น Mombasa ของเคนยา Dar Es Salaam ของแทนชาเนีย มีการใช้เวลานานมากเกินที่บริษัทกำหนดไว้ที่ประมาณ 5 วันนั้น ทำให้สายเรือมีต้นทุนในการขนส่งหรือถ่ายสินค้าระยะเวลานานมากขึ้น ซึ่งผู้นำเข้าและส่งออกเคนยาได้มีความเห็นว่า การล่าช้าของการขนถ่ายสินค้านั้น เป็นการทำงานไม่มีประสิทธิภาพของท่าเรือไม่ใช่ความผิดของผู้รับบริการ และกล่าวอ้างว่า การขึ้นค่าธรรมเนียมนี้ ยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากการท่าเรือเคนยา
โดยยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ผู้ส่งออกและนำเข้าต่างได้รับผลกระทบจากการที่รัฐบาลเคนยา ขึ้นภาษีและค่าธรรมเนียมหลายอย่างที่ทำให้ต้นทุนในการทำธุรกิจของพวกเขาได้รับผลกระทบและมีต้นทุนสูงขึ้นกว่าร้อยละ 15-20 โดยประมาณ จะส่งผลให้สินค้าและค่าครองชีพของเคนยาสูงขึ้น และกระทบต่อผู้บริโภคของเคนยาโดยรวม ซึ่งอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามาดูแลในเรื่องดังกล่าว และยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พวกตนจะยังไม่จ่ายค่าธรรมเนียมดังกล่าว จนกล่าวค่าธรรมเนียมที่ว่านี้ จะได้รับความเห็นชอบผ่านการท่าเรือของเคนยาก่อน อย่างไรก็ดี สายเรือดังกล่าวแจ้งว่า หากผู้ใช้บริการไม่จ่ายค่าธรรมเนียมที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว สินค้าที่จะนำเข้ามาหรือส่งออกไปจากเคนยาก็จะไม่สามารถให้บริการได้ และอ้างว่า หน่วยงานของเคนยาได้รับทราบการขึ้นอัตราค่าบริการดังกล่าวเรียบร้อยแล้วก่อนมีการประกาศใช้ในวันที่ 13 มกราคม 2568
ความเห็นของ สคต.
การขึ้นค่าธรรมเนียมเรือของสายเรือที่ให้บริการในแอฟริกาทั้งสองรายข้างต้นนั้น น่าจะทำให้กำลังชื้อของผู้บริโคในเคนยาและแอฟริกาตะวันออกลดลง เนื่องจากต้นทุนดังกล่าว จะส่งผ่านต่อไปถึงราคาสินค้าที่แพงขึ้นอย่างแน่นอน สำหรับไทยนั้น ผู้ประกอบการควรเร่งการประสานกับสายเรือดังกล่าวว่า ค่าธรรมเนียมดังกล่าวนี้ จะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าที่จะส่งมาแอฟริกาและตะวันออกกลางมากน้อยเพียงไร เพราะมาตรการนี้ เป็นค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บจากการให้บริการเดินเรือขนส่งสินค้าในแอฟริกาและตะวันออกกลาง ซึ่งจะเริ่มมีผลในเดือนมกราคม 2568 ตามข่าวข้างต้น จึงเป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกไทยควรต้องรีบทำการบ้านในการบริหารค้นทุนของตนเองให้กระทบต่อผู้นำเข้าหรือผู้บริโภคให้น้อยที่สุด ไม่เช่นนั้น หากราคาสินค้าปรับเพิ่มขึ้นมากเกินไปก็อาจจะส่งผลให้อาจมีการนำเข้าสินค้าหรือบริโภคสินค้านั้นๆ ลดลงได้ต่อไป
ผู้ส่งออกที่สนใจข้อมูลเพิ่มเติมด้านการค้าและการลงทุนต่าง ๆ เกี่ยวประเทศเคนยา และประเทศในแอฟริกาตะวันออก ท่านสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ E-mail: ของสำนักงานฯ ที่ info@ocanairobi.co.ke
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/194764








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!