CEO ARTICLE
ตาบอดไม่กลัวเสือ
ทำไมสำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ” ในทางการเมืองยังใช้ได้ในปัจจุบัน ?
คำว่า “ตาบอด” หมายถึง คนที่ไม่รู้ ไม่เห็นอันตรายที่รออยู่เบื้องหน้าคล้ายคนตาบอด
คำว่า “เสือ” ในทางการเมืองหมายถึง นโยบายประชานิยมที่มุ่งแจกผลประโยชน์ ขาดหลักการ ขาดเหตุผล ไม่ถูกต้อง ให้คนเสพติด เป็นพิษ และเป็นอันตรายที่จะกลับมาทำร้ายประชาชน
สำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ” จึงหมายถึง คนที่ไม่รู้ แต่อยากได้ประชานิยมที่เป็นอันตราย ด้วยเหตุนี้ ประชานิยมจึงจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ
1. ประชานิยมที่จำเป็น
หมายถึง ประชานิยมที่ถูกต้อง มีหลักการ มีเหตุผล ให้ประโยชน์ต่อคนเฉพาะกลุ่ม บรรเทาปัญหา และเป็นสิ่งจำเป็น เช่น การให้คนพิการ คนยากจน หรือช่วงที่มีโรคระบาด เป็นต้น
2. ประชานิยมแอบแฝง
หมายถึง ประชานิยมไม่ถูกต้อง ขาดหลักการ ขาดเหตุผล เป็นพิษร้าย หว่านไปกว้าง ๆ ไปยังกลุ่มคนที่ไม่ควรได้ แจกทั้งที่ประเทศไม่มีเงิน ต้องกู้ มีเป้าหมายซ่อนเร้น เช่น เพื่อให้ได้คะแนนนิยม ให้ชนะเลือกตั้งโดยไม่ใส่ใจผลกระทบที่จะเกิดต่อประเทศและประชาชนในอนาคต
ประชานิยมแอบแฝงเกิดในหลายประเทศ เช่น อาเจนติน่า กรีซ เวเนซุเอลา และศรีลังกาที่ส่งผลให้ประเทศเป็นหนี้ รัฐบาลในอนาคตต้องขึ้นภาษีเพื่อมาใช้หนี้ สินค้าขึ้นราคา เงินเฟ้อ ค้าขายลำบาก ประชาชนหาเงินได้เท่าไรก็ไม่พอใช้ และทำให้คนจนยิ่งยากจนลงไปเรื่อย ๆ กลายเป็นพิษร้าย ทำลายประเทศ และหวนกลับมาทำร้ายประชาชนในภายหลัง
แต่ประชาชนคนยากจนที่ไม่รู้ก็ยิ่งอยากให้รัฐบาลแจกเงิน แจกผลประโยชน์อะไรก็ได้ แจกมาก ๆ โดยไม่ใส่ใจว่า รัฐบาลมีเงินหรือไม่ จะกู้ จะเอาเงินจากไหน และจะมีผลเสียอย่างไร
ความอยากได้ของคนที่ไม่รู้จึงไปสอดคล้องกับสำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ”
ประเทศไหนมีประชาชนที่ไม่รู้มาก อยากให้แจกมาก ประเทศนั้นก็มีความเสี่ยงมาก ขณะที่นักการเมืองก็อยากได้คะแนนนิยม อยากได้อำนาจ อยากเป็นรัฐบาลนาน ๆ ทั้งที่รู้ผลเสีย รู้มากก็ยังเสนอประชานิยมแอบแฝงเพื่อมอมเมาประชาชนให้หลงไหล และให้เลือกตนไปเรื่อย ๆ
“ตาบอดไม่กลัวเสือ” เป็นสำนวนที่โด่งดังในอดีต
แต่พอเกิดรัฐธรรมนูญ 2540 ก็เกิดกฎหมายต่าง ๆ เพื่อใช้ควบคุมนักการเมือง เกิดองค์กรอิสระ เช่น ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ปปช. และองค์กรอื่น ๆ ขึ้นมากำกับดูแล ไต่สวนหาความจริง และลงโทษนักการเมือง
แต่การทำงานขององค์กรต่าง ๆ ยังมีกระบวนการ มีระบบราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง และยังมีอิทธิพลทางการเมืองเข้ามาแทรกแซง องค์กรอิสระจึงยังขาดความอิสระที่แท้จริง
อะไรที่ควรเร็วก็ไม่เร็ว อะไรที่ประชาชนควรรู้ให้มากก็รู้ไม่มาก กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย
ประชาชนจึงยังขาดความรู้ ขาดความเข้าใจประชานิยมแอบแฝง ยังยากจน และยังอยากได้เงินแจกทั้งที่ไม่ควรได้ ในที่สุดก็เกิดรัฐธรรมนูญปี 2550 และ 2560 ที่มีความเข้มข้นมากขึ้น
กฎหมายมีการพัฒนา มีคำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” คำว่า “มาตรฐานจริยธรรม” คำอื่น ๆ และมาตรการต่าง ๆ ขึ้นมาควบคุมที่เข้าใจยาก แต่เมื่อมีการลงโทษมากขึ้น นักการเมืองก็เข้าใจมากขึ้น ระมัดระวังมากขึ้น ทำให้ประชาชนรู้มากขึ้น และรู้ลึกขึ้น
เมื่อรู้มาก รู้ลึก สำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ” ในทางการเมืองจึงควรหมดไปในปัจจุบัน
แต่เพราะทั่วโลกยังมีความขัดแย้ง มีการชิงดินแดน สงครามการต่อสู้ สงครามการค้า และภาษีทรัมป์ การว่างงานของคนทั่วโลกจึงมากขึ้น คนไทยที่ยากจนอยู่แล้วจึงมีแนวโน้มที่จะยากจนมากยิ่งขึ้น และยิ่งอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือมากขึ้นทำให้ “ประชานิยมที่จำเป็น” ยังจำเป็นต่อไป
พอมีคำว่า “รัฐบาล” ก็ต้องมีการแย่งชิงอำนาจ แย่งชิงคะแนนนิยม มีการเมืองบ้านใหญ่ มีนักการเมืองความรู้น้อย มีความสามารถต่ำ มีการทำ “ประชานิยมแอบแฝง” สอดแทรกใน “ประชานิยมที่จำเป็น” เพื่อมอมเมาประชาชน เพื่อให้ชนะเลือกตั้ง และให้ได้จัดตั้งรัฐบาลเรื่อยไป
นักการเมืองเลวร้ายจึงทำให้สำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ” ไม่หมดไปในปัจจุบัน
แต่หากองค์กรอิสระทำงานได้เร็วขึ้น ลงโทษนักการเมืองที่ทุจริตให้ได้มากขึ้น ทำให้นักการเมืองเลวร้ายเกรงกลัวกฎหมายมากขึ้น ถูกลงโทษมากขึ้น ประชาชนรู้มากขึ้น รู้ลึกขึ้น ประชาชนจะไม่เลือกนักการเมืองเลวร้าย หากทำได้จริง สำนวน “ตาบอดไม่กลัวเสือ” จะค่อย ๆ หมดไปเอง
หากนักการเมืองเลวร้ายหมดไป ประเทศไทยจะเหลือแต่นักการเมืองที่มีความรู้จริง ความสามารถสูง ประชาชนจะเลือกใครก็ได้ ประเทศก็จะมีแต่เจริญก้าวหน้าตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : August 19, 2025

Logistics
รัฐบาลบังกลาเทศเตรียมปรับโครงสร้างภาษีสำหรับสินค้าประมาณ 350 รายการ
รัฐบาลบังกลาเทศคาดว่าจะปรับโครงสร้างอัตราภาษีสำหรับสินค้าจำนวนมากในปีงบประมาณหน้า (ปี 2568-69 ปีงบประมาณบังกลาเทศ เริ่มต้นในวันที่ 1 กรกฎาคม และสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรับมือความท้าทาย หลังจากการปรับสถานะจากประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (Least Developed Country-LDC) เป็นประเทศกำลังพัฒนา ในเดือนพฤศจิกายน 2569
เป็นที่คาดกันว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมสรรพากร (National Board of Revenue-NBR) มีแนวโน้มจะยกเลิกราคานำเข้าขั้นต่ำ (minimum import prices) ซึ่งใช้ในการประเมินอากรสำหรับสินค้านำเข้า สำหรับสินค้ามากกว่า 40 รายการ นอกจากนี้ ตามที่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังระบุว่า จะยังมีแผนปรับปรุงอากรควบคุม (regulatory duties-RD) สำหรับสินค้าประมาณ 230 รายการ และปรับโครงสร้างอากรเสริม (supplementary duties-SD) สำหรับสินค้ามากกว่า 100 รายการ โดยเสริมว่า เตรียมการเพื่อปรับอัตราภาษีให้สอดคล้องกับกฎขององค์การการค้าโลก (WTO) ที่ใช้สำหรับประเทศกำลังพัฒนา
บังกลาเทศมีรายการภาษีทั้งหมด 7,611 รายการ โดยมีพันธกรณีอัตราภาษีผูกพันต่อองค์การการค้าโลก (World Trade Organisation -WTO) ครอบคลุม 955 รายการ แบ่งเป็น 763 รายการ สำหรับผลิตภัณฑ์การเกษตร และ 192 รายการ สำหรับสินค้าที่ไม่ใช่การเกษตร ในจำนวนนี้ อัตราภาษีสำหรับ 60 รายการ สูงกว่าอัตราผูกพันที่บังกลาเทศให้คำมั่นไว้เมื่อเข้าร่วม WTO ในปี 2538 ในฐานะสมาชิกก่อตั้ง
NBR เริ่มปรับโครงสร้างภาษีเป็นระยะตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 ตามคำแนะนำของคณะกรรมการที่จัดตั้งโดยรัฐบาลชุดก่อนตั้งแต่ปี 2564 เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายที่อาจเกิดจากการปรับสถานะ LDC โดยจะเห็นได้จาก ในช่วงสองปีที่ผ่านมา NBR ได้ลดอัตราภาษีสำหรับสินค้า 60 รายการ ให้อยู่ในอัตราผูกพันตามคำแนะนำของคณะกรรมการ
คณะกรรมการชุดดังกล่าว เสนอว่า การปรับโครงสร้างภาษีมีความสำคัญอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงการปรับสถานะ LDC ซึ่งจะทำให้อุตสาหกรรมในประเทศต้องแข่งขัน โดยไม่พึ่งพาการปกป้องจากการนำเข้า (ที่ดำเนินการอยู่ในปัจจุบัน) โดยการศึกษาพบว่า บังกลาเทศกำหนดอากรควบคุมสำหรับรายการภาษี 3,565 รายการ คิดเป็นประมาณ 47% ของทั้งหมด อัตราอากรเหล่านี้อยู่ในช่วง 3% ถึง 35% แต่ในปีงบประมาณ 2565-2566 รายได้จากอากรควบคุมเกือบ 95% มาจากเพียง 250 รายการ การยกเลิกอากรควบคุมสำหรับสินค้า 282 รายการ ระหว่างปีงบประมาณ 2566-2568 และยกเลิกราคานำเข้าขั้นต่ำสำหรับสินค้า 50 รายการ ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์ในการประเมินอากร
การศึกษายังพบอีกว่า อากรเสริม (SD) ถูกกำหนดสำหรับรายการภาษี 1,926 รายการ คิดเป็น 26% ของทั้งหมด โดยส่วนใหญ่มีอัตราอากรเสริม 20% และพบว่า 154 รายการ สร้างรายได้มากกว่า 85% ของรายได้จากอากรเสริม คณะกรรมการเสนอให้ลดอากรเสริมสำหรับสินค้าที่ไม่เป็นอันตรายหรือไม่พึงประสงค์ในสังคม โดยเฉพาะสินค้าที่ไม่ผลิตในท้องถิ่นและไม่น่าจะกระทบต่อเงินสำรองสกุลเงินต่างประเทศ แต่แนะนำให้คงอากรเสริมสูงสำหรับสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์และเพชร
จากข้อเสนอแนะเหล่านี้ NBR ได้ยกเลิกอากรเสริมสำหรับสินค้า 234 รายการ และลดอากรเสริมสำหรับสินค้าอื่นอีก 172 รายการ การปรับเปลี่ยนที่เหลือคาดว่าจะดำเนินการในปีงบประมาณหน้า
การศึกษาระบุว่า การปกป้องด้วยภาษีในระดับสูง อาจทำให้อุตสาหกรรมในประเทศไม่สนใจโอกาสในการส่งออก เนื่องจากตลาดในประเทศให้ผลกำไรสูงกว่าในระบบดังกล่าว “ดังนั้น กระบวนการปรับโครงสร้างภาษี จะสร้างโอกาสให้ผู้กำหนดนโยบายสร้างสมดุล ระหว่างการปกป้องอุตสาหกรรมท้องถิ่นที่ทดแทนการนำเข้าด้วยภาษี และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ส่งออก และการเพิ่มประสิทธิภาพของผู้ผลิตในท้องถิ่น”
การศึกษายังชี้ว่า ความพยายามในการปรับปรุงระบบภาษี สามารถช่วยส่งเสริมการกระจายสินค้าส่งออก ซึ่งเป็นด้านที่บังกลาเทศพยายามพัฒนามานาน คณะกรรมการระบุว่า ด้วยการปรับสถานะ LDC ที่กำหนดไว้ในปี 2569 บังกลาเทศจะต้องลดภาษีในขั้นตอนการนำเข้าทีละน้อย โดย เฉพาะเมื่อบังกลาเทศจะสูญเสียการเข้าถึงตลาดแบบปลอดภาษีโดยฝ่ายเดียว ดังนั้น การลงนามข้อตกลงการค้าเสรี (FTAs) จะมีความสำคัญเพื่อชดเชยผลกระทบ
รายงานยังระบุว่า อากรศุลกากรและภาษีที่ไม่ใช่ภาษี เช่น อากรควบคุมและอากรเสริม ในระดับสูง จะเป็นอุปสรรคสำคัญในการทำข้อตกลงการค้าเสรี “กระบวนการปรับโครงสร้างภาษีจะช่วยให้บังกลาเทศเพิ่มความเหมาะสมในฐานะคู่ค้าที่มีศักยภาพ และมีส่วนร่วมอย่างมีประสิทธิภาพในการเจรจาการค้า” รายงานระบุ
เมื่อเดือนที่แล้ว ศูนย์ Centre for Policy Dialogue: CPD ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยอิสระภาคเอกชน เสนอแนะให้ปรับนโยบายภาษีให้สอดคล้องกับระเบียบของ WTO เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการปรับสถานะ LDC โดยระบุว่า บังกลาเทศมีพันธกรณีผูกพันครอบคลุม 17% ของรายการภาษี ซึ่งหมายความว่า 83% ของรายการภาษียังไม่ถูกผูกพัน “บังกลาเทศจะยังคงมีความยืดหยุ่นเกี่ยวกับภาษีสำหรับรายการที่ไม่ถูกผูกพัน แม้หลังการปรับสถานะ NBR ควรตระหนักและใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้”
CPD ระบุว่า การปรับสถานะ LDC จะหมายถึง การยกเลิกสิ่งจูงใจการส่งออกโดยตรง เช่น เงินสนับสนุน 3-4% สำหรับภาคการส่งออกเสื้อผ้า และเงินสนับสนุน 20% สำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งจะไม่ได้รับอนุญาตภายใต้ WTO “สิ่งจูงใจการส่งออกดังกล่าวจะต้องถูกยกเลิกทีละน้อยและให้สอดคล้องกับ WTO เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออก บังกลาเทศจะต้องจัดตั้งมาตรการสนับสนุนอื่น ๆ ที่ไม่ละเมิดระเบียบของ WTO”
โอกาสทางการค้าของไทย
บังกลาเทศเป็นตลาดที่มีศักยภาพทางด้านการค้า และการลงทุนของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ เนื่องจากมีที่ตั้งเป็นจุดเชื่อมต่อทางบก ระหว่างเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งนี้ เมื่อปี 2564 องค์การสหประชาชาติ (United Nations: UN) ได้ประกาศให้บังกลาเทศหลุดพ้นจากสถานะประเทศพัฒนาน้อยที่สุด (LDC) ซึ่งจะมีผลอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2569 นอกจากนี้ บังกลาเทศเป็นหนึ่งในประเทศ ที่เป็นทางผ่านของข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative: BRI) ของจีน ภายใต้ระเบียงเศรษฐกิจบังกลาเทศ-จีน-อินเดีย-เมียนมา (Bangladesh-China-India-Myanmar Economic Corridor: BCIMEC) ซึ่งหากนโยบาย BCIMEC สำเร็จก็จะก่อให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงต่อเนื่อง โดยตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวเฉลี่ยกว่าร้อยละ 6.2 ต่อปี และในปี 2567 ขยายตัวร้อยละ 4.2 รวมทั้งมีนโยบายภาครัฐที่ต้องการยกระดับเป็นประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2584 (ค.ศ.2041) โดยมีสาขาธุรกิจที่กำลังเติบโต ได้แก่ อาหารแปรรูป ประมง ยานยนต์ อัญมณีเทียม สิ่งทอ ก่อสร้าง และท่องเที่ยว
ศักยภาพสำคัญ ได้แก่ การที่บังกลาเทศมีจำนวนแรงงานประมาณ 98 ล้านคน คิดเป็นอันดับ 7 ของโลก มีต้นทุนแรงงานต่ำ
จึงเป็นตลาดแรงงานและตลาดผู้บริโภคที่สำคัญ นอกจากนี้ บังกลาเทศเป็นแหล่งทรัพยากรน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ ถ่านหิน และวัตถุดิบราคาถูก ประกอบกับการได้สิทธิ GSP จากสหภาพยุโรป แคนาดา ญี่ปุ่น รัสเซีย และออสเตรเลีย จึงมีศักยภาพในการเป็นฐานการผลิตให้ไทยเพื่อการส่งออกสู่ประเทศดังกล่าว รวมทั้งประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้ และประเทศสมาชิกองค์การความร่วมมืออิสลาม (Organisation ofIslamic Cooperation: OIC) ซึ่งมีสมาชิก 57 ประเทศทั่วโลก
โอกาสทางการลงทุนของไทย
บังกลาเทศมีนโยบายเชิญชวนนักลงทุนต่างชาติเข้าไปลงทุน โดยเปิดเสรีการลงทุนในเกือบทุกสาขา ยกเว้นเพียง 4 สาขา ได้แก่ อาวุธและยุทโธปกรณ์ ป่าไม้ พลังงานนิวเคลียร์ และโรงพิมพ์ธนบัตร ซึ่งนักลงทุนต่างชาติจะได้รับสิทธิประโยชน์และการคุ้มครองการลงทุน ทั้งนี้ บังกลาเทศส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปลงทุนในบังกลาเทศมากยิ่งขึ้น ทั้งด้านการผลิตสินค้า อาทิ สาขาอาหารและเครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม ประมง และยาและธุรกิจบริการ โดยเฉพาะธุรกิจโรงพยาบาลและบริการสุขภาพ ซึ่งบังกลาเทศยังขาดเทคโนโลยีและความเชี่ยวชาญ
ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าการลงทุนของไทยในบังกลาเทศ
– ตลาดบังกลาเทศมีอำนาจซื้อค่อนข้างต่ำและขาดแคลนเงินตราต่างประเทศ สินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น และมีอัตราภาษีนำเข้าค่อนข้างสูง
– แรงงานในบังกลาเทศส่วนใหญ่ยังเป็นแรงงานที่ขาดทักษะ
– ปัญหาภัยธรรมชาติ อาทิ พายุไซโคลนและอุทกภัย รวมถึงการขาดแคลนพลังงานและความไม่พร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็น อาทิ ระบบพลังงาน การคมนาคมขนส่ง สาธารณูปโภค ปัญหาความแออัดของท่าเรือ โดยเฉพาะที่ท่าเรือจิตตะกอง และปัญหาความไม่โปร่งใสในการนำสินค้าผ่านพิธีการศุลกากร
– บังกลาเทศยังคงมีการบังคับใช้กฎหมายและระบบภาษีที่ซับซ้อน ดังนั้น นักลงทุนไทยควรต้องศึกษารูปแบบการตลาดบังกลาเทศอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะกฎหมายข้อบังคับของทางราชการ รวมถึงการเลือกพันธมิตร (Joint Venture) ที่ดีในการเริ่มดำเนินธุรกิจ (ซึ่งเป็นสิ่งที่ทางการบังกลาเทศให้การสนับสนุน) เนื่องจากปัจจุบันบังกลาเทศยังไม่มี SME มากนัก การเริ่มทำธุรกิจจึงควรเป็นหุ้นส่วนกับบริษัทขนาดใหญ่ที่มีประสบการณ์
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/xt0yvns8vnztgy72ka70d945








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!