CEO ARTICLE

รัฐล้มเหลว

Published on May 20, 2025


Follow Us :

    

ประเทศไทยมีความเสี่ยงจะเป็นรัฐล้มเหลวหรือไม่ ?

“รัฐล้มเหลว” (Failed State) เป็นคำสื่อถึงประเทศที่มีรัฐบาลไร้ความรู้ ไร้ความสามารถในการปกครอง ไม่สามารถใช้อำนาจในการควบคุมสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองให้เป็นปกติสุข
ผลที่ตามมาคือ คนกลุ่มหนึ่งหรือหลายกลุ่มจะมีอำนาจเหนือรัฐอย่างลับ ๆ ร่วมกับคนในรัฐบาลทำการทุจริต ทำสิ่งผิดกฎหมาย สร้างผลประโยชน์ทับซ้อน แต่ไม่ถูกลงโทษ หรือถูกลงโทษน้อยกว่าคนปกติทั่วไป เกิด 2 มาตรฐาน เกิดการเลียนแบบ ประชาชนแตกแยกทางความคิด ไร้การปกครอง ไร้การดูแล ขาดพื้นฐานความปลอดภัย ขาดการบริการที่ดีจากรัฐ และขาดความสุข
ในที่สุด ประเทศจะขาดความน่าเชื่อถือ ต่างชาติไม่ยอมรับ ขาดการลงทุน ธุรกิจจะค่อย ๆ ปิดตัว ค่าเงินตกต่ำ เศรษฐกิจถดถอย และสุดท้ายสังคมจะเสื่อมลงจนกลายเป็นรัฐล้มเหลว
ในระบอบประชาธิปไตย บุคคลที่จะทำให้ประเทศเป็นรัฐล้มเหลวได้มี 2 กลุ่ม คือ
1. กลุ่มนักการเมือง
หมายถึง นักการเมืองที่มุ่งทุจริต หรือไร้ความรู้ ไร้ความสามารถ แต่กลับได้รับการเลือกตั้งให้เข้ามาทำหน้าที่นิติบัญญัติเป็นผู้ออกกฎหมายที่สร้างผลประโยชน์ทับซ้อนให้แก่พวกพ้อง และมาเป็นรัฐบาลที่ใช้กฎหมายนั้นมาบริหารประเทศ และเป็นต้นทางของการทุจริตให้ระบาดไปทั่ว
2. กลุ่มประชาชน
หมายถึง ประชาชนที่ขาดความรู้ ขาดความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตย แต่เลือกนักการเมืองที่ให้ผลประโยชน์ส่วนตนเฉพาะหน้า เลือกด้วยความไม่รู้จนเกิดการทุจริตซ้ำซาก
นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี 2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยมีการเลือกตั้งมาแล้วรวม 27 ครั้ง มีการรัฐประหารรวม 13 ครั้ง เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ 20 ฉบับ ได้นักการเมืองที่ดี และที่ไร้ความรู้ ไร้ความสามารถ สร้างการทุจริตวนเวียนซ้ำซากเป็นวงจรอุบาทไม่รู้จบ เกิดการประท้วง เกิดการจราจล และเป็นต้นเหตุให้ประเทศไทยเสี่ยงต่อการเป็นรัฐล้มเหลวไปแล้วหลายครั้ง
แต่ทุกครั้งก็ผ่านพ้นมาได้จนถึงปี 2568 ความเสี่ยงจะเป็นรัฐล้มเหลวก็ถูกพูดขึ้นจนหนาหู

ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
รัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2560 ได้ถูกออกแบบให้มีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ เช่น กกต. (คณะกรรมการการเลือกตั้ง) ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) และองค์กรอื่น ๆ ขึ้นมาตรวจสอบ
องค์กรเหล่านี้ทำหน้าที่คล้ายเครื่องจักรสังหารร่วมกันตรวจสอบนักการเมืองง บางทีก็เรียกหน่วยปราบโกง มีการตัดสิทธิ์ทางการเมืองและสั่งจำคุกนักการเมืองมากมายท่ามกลางเสียงชื่นชม
แต่ในทางกลับกันก็มีเสียงคัดค้านที่ทำให้ความวุ่นวายในทางการเมืองไม่ได้หายไปไหน
ปี พ.ศ. 2568 ความวุ่นวายเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งและความต้องการจะเอาชนะกันทางกฎหมายมากขึ้นโดยมีองค์กรอิสระต่าง ๆ และกระบวนการยุติธรรมกำลังทำงาน
คนกลุ่มหนึ่งมองว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานช้าเกินไป มองว่ากฎเกณฑ์ราชทัณฑ์มุ่งลดหย่อนโทษนักการเมืองที่ทุจริตมากเกินไป จำคุกไม่นานก็ออกมาเสวยสุขแล้ว ทำให้เกิดการเลียนแบบ
แต่คนอีกกลุ่มมองว่า องค์กรเหล่านี้ไม่อิสระจริง และฝ่ายตนได้ทำตามกฎเกณฑ์แล้ว
แม้จะเปลี่ยนรัฐธรรมนูญไปแล้ว 20 ฉบับ และแม้จะมีองค์กรขึ้นมากมาย แต่ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้นจนเกิดเสียงที่หนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ว่า ประเทศไทยกำลังเสี่ยงจะเป็นรัฐล้มเหลว
เสียงหนาหูทำให้ประชาชนขาดความสุข ยิ่งรัฐบาลสร้างนโยบายที่สื่อผลประโยชน์ทับซ้อน แจกเงินอย่างไร้เหตุผล เสียงคัดค้านมาก ไม่สามารถสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังจมอยู่กับความยากจนดักดาน และยิ่งการเลือกนักการเมืองท้องถิ่นมีข่าวการใช้เงินซื้อเสี่ยงมากขึ้นก็ยิ่งตอกย้ำความเสี่ยงที่จะเป็นรัฐล้มเหลวในปี พ.ศ. 2568 ให้มากยิ่งขึ้น
ในเมื่อรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. 2568 ถูกออกแบบมาเช่นนี้ ในเมื่อความเสี่ยงมีมากขึ้นจนหนาหู คนที่พอจะมีความรู้ มีความเข้าใจก็ได้แต่ภาวนาให้ศาลและองค์กรต่าง ๆ ทำความจริงให้ปรากฏเร็วขึ้น และแยกนักการเมืองที่ไม่ดีออกจากระบบให้มากขึ้นให้สมกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
เมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ และครั้งต่อ ๆ ไป ไม่ว่าประชาชนจะเลือกนักการเมืองพรรคไหน เลือกคนไหน หรือเลือกอย่างไรก็จะมีนักการเมืองที่ดีมาให้เลือกมากกว่าไม่ดี
ประชาชนอาจไม่รู้ และไม่เข้าใจคำว่า “ประชาธิปไตย” ได้ แต่หากระบบดีและคัดจนเหลือแต่นักการเมืองดี ๆ มาให้เลือก การเมืองจะดีขึ้น และประเทศไทยจะห่างไกลจากรัฐล้มเหลวได้เอง

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : May 20, 2025

Logistics

สหรัฐฯ และจีนตกลงลดภาษีนำเข้าสินค้าชั่วคราวเพื่อคลี่คลายสงครามการค้า

สหรัฐอเมริกาและจีนประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2025 ว่าทั้งสองฝ่ายได้บรรลุข้อตกลงเพื่อยุติการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าซึ่งกันและกันชั่วคราวและพยายามคลี่คลายสงครามการค้าที่กำลังคุกคามเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดสองประเทศของโลก โดยอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน 145% ของสหรัฐฯ จะลดลงเหลือ 30% เป็นเวลา 90 วัน ซึ่งทั้งสองฝ่ายยังคงเจรจาเพื่อคลี่คลายความขัดแย้งต่อไป

ทั้งสองประเทศระบุในแถลงการณ์ร่วมว่าจะระงับการเก็บภาษีนำเข้าของแต่ละประเทศเป็นเวลา 90 วัน และเดินหน้าเจรจาต่อเนื่องหลังจากที่เริ่มต้นการเจรจาในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ภายใต้ข้อตกลงนี้สหรัฐฯ จะลดภาษีสินค้านำเข้าจากจีนจากอัตราปัจจุบัน 145% เหลือ 30% ขณะที่จีนจะลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ จาก 125% เหลือ 10%

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายสก็อตต์ เบสเซนต์ กล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวาหลังจากที่เจ้าหน้าที่จากสหรัฐฯ และจีนพบปะกันเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า “สรุปได้ว่าทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมกันและเห็นพ้องตรงกันว่าไม่มีใครต้องการแยกตัวออกจากกัน”

จีนระบุว่าจะระงับหรือยกเลิกมาตรการภาษีก่อนหน้านี้ที่เคยใช้ตอบโต้ต่อภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2025 อย่างไรก็ดี รัฐบาลจีนยังคงมีการจำกัดการส่งออกสินค้าแร่โลหะหายากและแม่เหล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท อาทิ อุตสาหกรรมยานยนต์ อากาศยาน และเซมิคอนดักเตอร์

ข้อตกลงระงับการขึ้นภาษีนำเข้าฉบับนี้ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ที่ทำให้การค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนหยุดชะงัก ธุรกิจอเมริกันจำนวนมากระงับการสั่งซื้อสินค้าไว้ โดยหวังว่าทั้ง 2 ประเทศจะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อลดอัตราภาษีได้ นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าสงครามการค้าจะชะลอการเติบโตของเศรษฐกิจโลก เพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้สินค้าในตลาดขาดแคลน ซึ่งอาจผลักดันให้สหรัฐฯ เข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย

นายเบสเซนต์กล่าวในรายการข่าว CNBC เมื่อวันจันทร์ที่ 12 พ.ค. 2025 ว่าทั้งสองประเทศอาจหารือถึงข้อตกลงการจัดซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ ส่งไปยังประเทศจีน ซึ่งอาจช่วยลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ กับจีนได้ “เราพยายามหาผลประโยชน์ร่วมกัน เรามาพร้อมกับรายการปัญหาที่ต้องการแก้ไข และผมคิดว่าเราทำได้ดีทีเดียว” โดยนายเบสเซนต์กล่าวโทษรัฐบาลประธานาธิบดีไบเดนว่าไม่ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงการค้าที่ประธานาธิบดีทรัมป์เคยทำไว้กับจีนในการดำรงตำแหน่งสมัยแรก และระบุว่าข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับการเจรจารอบปัจจุบัน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินต่อไปอีกหลายสัปดาห์จนกว่าจะได้ข้อตกลงที่ครอบคลุมมากขึ้น

โรงงานในจีนเองก็เผชิญกับการลดคำสั่งซื้อสินค้าส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างรุนแรง และสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว โดยผู้ผลิตจีนพยายามหันไปขยายการค้ากับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และภูมิภาคอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีจากสหรัฐฯ

นายเบสเซนต์กล่าวว่าภาษีที่เก็บเพิ่มขึ้นนั้นเทียบได้กับการสั่งห้ามนำเข้าสินค้า ซึ่งเป็นสิ่งที่จริงแล้วทั้งสองฝ่ายไม่ต้องการ ทั้งนี้ การเจรจามีผู้เข้าร่วมสำคัญ ได้แก่ นายสก็อต เบสเซนต์ และนายเจมิสัน เกรียร์ ผู้นำการเจรจาของฝ่ายสหรัฐฯ และนายเหอ ลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีนผู้ดูแลนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นผู้นำการเจรจาของฝ่ายจีนในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ในบันทึกการวิเคราะห์ นายมาร์ค วิลเลียมส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ด้านเอเชียของ Capital Economics กล่าวว่าข้อตกลงนี้ถือเป็น “การถอยครั้งสำคัญจากท่าทีแข็งกร้าวของรัฐบาลทรัมป์” เพราะไม่ได้มีข้อผูกพันใดๆ จากจีนในเรื่องค่าเงินหรือความไม่สมดุลทางการค้า และยังเตือนว่าไม่มีหลักประกันใดๆ ว่าการระงับภาษี 90 วันจะนำไปสู่ข้อตกลงถาวร โดยเฉพาะหากสหรัฐฯ ยังคงพยายามชักชวนประเทศอื่นให้กีดกันการค้ากับจีน

แม้การลดภาษีชั่วคราวจะเป็นข่าวดีสำหรับภาคธุรกิจของทั้ง 2 ประเทศ แต่อย่างไรก็ตามผลกระทบจะยังคงอยู่ โดยธุรกิจต่างๆ อาจเผชิญกับความต้องการสินค้าที่ค้างสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ราคาค่าขนส่งพุ่งสูง เนื่องจากบริษัทต่างๆ เร่งจองการขนส่งสินค้าในช่วงเวลา 90 วันนี้เพื่อใช้ประโยชน์จากอัตราภาษีที่ลดลง

นายจื้อเว่ย จาง ประธานและหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทบริหารสินทรัพย์ Pinpoint Asset Management ในฮ่องกง กล่าวว่าข้อตกลงนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับทั้งสองประเทศ “ในมุมมองของจีน ผลลัพธ์ของการประชุมครั้งนี้ถือเป็นความสำเร็จ เพราะจีนได้ยืนหยัดตอบโต้ต่อการขึ้นภาษีที่สูงของสหรัฐฯ และสามารถลดภาษีลงได้อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ต้องยอมอ่อนข้อ”

นายเบสเซนต์และนายเกรียร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ กล่าวว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นที่สหรัฐฯ เรียกร้องให้จีนปราบปรามการลักลอบนำเข้าสารเคมีที่ใช้ผลิตเฟนทานิล โดยนายเบสเซนต์กล่าวว่าจีนเข้าใจถึงความรุนแรง ของวิกฤตเฟนทานิลในสหรัฐฯ และทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกันถึงแนวทางที่เป็นบวก ประธานาธิบดีทรัมป์เคยขึ้นภาษี 20% กับสินค้านำเข้าจากจีน โดยกล่าวหาว่าจีนไม่พยายามหยุดยั้งการส่งออกเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งภาษีดังกล่าวยังคงมีผลบังคับใช้ รวมถึงภาษีฐาน 10% ที่เรียกเก็บกับคู่ค้าส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ รวมทั้งจีนด้วย

นายเกรียร์กล่าวว่าการเจรจาดำเนินไปบนพื้นฐานของความเข้าใจและความเคารพซึ่งกันและกันแต่ก็เน้นว่าจีนเป็นประเทศเดียวที่ขึ้นภาษีตอบโต้สหรัฐฯ หลังจากที่ประธานาธิบดีทรัมป์เรียกเก็บภาษีแบบต่างตอบแทนกับหลายประเทศเมื่อเดือนเมษายนที่แล้ว

เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2025 รัฐบาลทรัมป์ได้ประกาศระงับการเก็บภาษีแบบต่างตอบแทนเป็นเวลา 90 วันกับประเทศคู่ค้าส่วนใหญ่ ยกเว้นจีน โดยสหรัฐฯ กำลังเร่งเจรจาทำข้อตกลงการค้ากับประเทศต่างๆก่อนถึงเส้นตายต้นเดือนกรกฎาคม 2025 นี้ รัฐบาลทรัมป์กล่าวหาว่าจีนอุดหนุนอุตสาหกรรมสำคัญของประเทศและส่งออกสินค้าราคาถูกล้นตลาดโลก โดยประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวว่าจีนหลอกใช้สหรัฐฯ มานานหลายทศวรรษด้วยนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรมซึ่งส่งผลให้ภาคการผลิตของอเมริกาถูกทำลายและสูญเสียตำแหน่งงานจำนวนมาก
นายหวัง เหวิน คณบดีสถาบันวิจัยการเงินฉงหยาง มหาวิทยาลัยเหรินหมินในกรุงปักกิ่งกล่าวว่า ข้อตกลงนี้สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะหลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด เขากล่าวว่าจีนรับมือได้ดีขึ้นกับแนวทางของประธานาธิบดีทรัมป์ในสมัยที่สองนี้มากกว่าที่เคยเป็นในสมัยแรก

ในการนำเสนอข้อตกลงนายเบสเซนต์และนายเกรียร์พยายามหลีกเลี่ยงการวิจารณ์จีนโดยตรง โดยหันไปตำหนิรัฐบาลไบเดนว่าเพิกเฉยต่อความไม่สมดุลทางการค้าของสหรัฐฯ ทั้งสองประเทศสามารถช่วยเหลือกันโดยสร้างสมดุลให้กับเศรษฐกิจของตนเอง โดยสหรัฐฯ สามารถฟื้นฟูภาคการผลิต ขณะที่จีนควรลดการผลิตเกินความจำเป็นในภาคอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ดี ตลอดช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาทั้งสหรัฐฯ และจีนยังคงมีการปะทะคารมกันในที่สาธารณะ ทำเนียบขาวยืนยันว่ากำลังเจรจากับเจ้าหน้าที่จีน ขณะที่ปักกิ่งกลับปฏิเสธว่าไม่มีการพูดคุยใดๆ เกิดขึ้น ในช่วงแรกจีนตอบโต้ต่อภาษีของทรัมป์อย่างแข็งกร้าว โดยเมื่อเดือนที่แล้ว นางเหมา หนิง โฆษกหญิงอาวุโสของกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้โพสต์วิดีโอคำปราศรัยของเหมา เจ๋อตงในช่วงสงครามเกาหลี — ซึ่งจีนเรียกว่า “สงครามต่อต้านการรุกรานของสหรัฐฯ และช่วยเหลือเกาหลี” — โดยกล่าวว่า “ไม่ว่าสงครามนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน เราก็จะไม่มีวันยอมแพ้”

จีนพยายามสื่อสารว่าการเข้าร่วมการเจรจาที่นครเจนีวาไม่ใช่การยอมจำนนต่อภาษีของทรัมป์ แต่เป็นก้าวสำคัญเพื่อหลีกเลี่ยงความตึงเครียดที่รุนแรงยิ่งขึ้น กระทรวงพาณิชย์ของจีนระบุว่าข้อตกลงนี้ “เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศและประโยชน์ร่วมกันของโลก” พร้อมแสดงความหวังว่าสหรัฐฯ จะร่วมมือกับจีนในการเดินหน้าต่ออย่างสมดุล

นับตั้งแต่มีการประกาศเก็บภาษี จีนได้ดำเนินมาตรการตอบโต้หลายอย่างต่อสหรัฐฯ โดยระงับการนำเข้าสินค้า เช่น ข้าวฟ่าง สัตว์ปีก และกระดูกป่นจากบริษัทอเมริกัน และขึ้นบัญชีดำบริษัทสหรัฐฯ อีก 27 แห่งทำให้บริษัทเหล่านั้นต้องเผชิญข้อจำกัดทางการค้า

แม้ว่าจีนจะลดมาตรการภาษีตอบโต้ที่ดำเนินมาในช่วงเดือนที่ผ่านมา แต่หลายหน่วยงานของจีนรวมถึงกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงความมั่นคงแห่งรัฐยังคงประชุมหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการส่งออกแร่ธาตุเชิงยุทธศาสตร์ไปยังสหรัฐฯ
หอการค้าแห่งสหภาพยุโรปประจำประเทศจีนระบุว่ารู้สึกยินดีกับการประกาศข้อตกลงนี้ แต่ยังคงมีความไม่แน่นอนเนื่องจากการระงับภาษีเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว นายเยนส์ เอสเคลุนด์ ประธานหอการค้าฯ กล่าวว่า “เราหวังว่าจะได้เห็นทั้งสองฝ่ายเดินหน้าเจรจาเพื่อแก้ไขความขัดแย้ง และหลีกเลี่ยงการดำเนินการที่อาจส่งผลกระทบต่อการค้าโลกและสร้างความเสียหายต่อภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยไม่ตั้งใจ”

ก่อนหน้าการเจรจาในสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีทรัมป์ก็พยายามยื่นข้อเสนอลดภาษีโดยระบุว่าอาจจะยอมลดภาษีลงเหลือ 80% ซึ่งเขาเขียนบน Truth Social เมื่อวันเสาร์ก่อนการเจรจาและระบุว่าการเจรจานี้ถือเป็น “การรีเซ็ตครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นในบรรยากาศที่เป็นมิตรแต่สร้างสรรค์”

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/203718

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *