CEO ARTICLE

กับดักเจรจา

Published on August 5, 2025


Follow Us :

    

การเจรจายุติศึกจะเป็นกับดักให้ไทยต้องสูญเสียหรือไม่ ?

ไทยกับกัมพูชาขัดแย้งกันมานานกระทั่งวันที่ 24 ก.ค. 68 ก็ต่อสู้กันจนถึงวันที่ 28 ก.ค. 68 มีการเจรจาสงบศึกกลายเป็นสงคราม 5 วัน สิ่งที่เกิดก่อนและภายหลังให้คนไทยเห็น ดังนี้
1. การให้ความช่วยเหลือ
ไทยมีพื้นที่ราว 513,115 ตารางกิโลเมตร มีประชากรราว 66 ล้านคน มีรายได้ และมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่ากัมพูชาที่มีพื้นที่ราว 181,035 ตารางกิโลเมตร และมีประชากรราว 18 ล้านคน
ไทยใหญ่กว่า 3 เท่า เศรษฐกิจดีกว่ามาก และให้ความช่วยเหลือกัมพูชามายาวนาน
2. การช่วงชิงชายแดน
ด้านหนึ่งกัมพูชารับความช่วยเหลือจากไทย อีกด้านพยายามช่วงชิงชายแดน สร้างบ่อนในพื้นที่ชายแดนไทย ก่อกวน ขุดคูเลต และละเมิดสัญญาฝั่งระเบิดจนทหารไทย 2 นายต้องเสียขา
กัมพูชาจงใจสร้างข่าวเท็จ (Fake News) เพื่อจูงใจชาวกัมพูชาให้เกลียดไทย ให้เข้าใจผิดว่าพื้นที่ชายแดนเป็นของกัมพูชา ให้ชาวกัมพูชาร่วมรุกล้ำ ก่อกวน และร่วมยึดครองพื้นที่ชายแดน
3. MOU 43-44
บันทึกความเข้าใจทั้ง 2 ฉบับไม่ว่าเป็นสัญญา หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของรัฐถือเป็นอำนาจของพระมหากษัตริย์ และต้องผ่านรัฐสภาที่เป็นตัวแทนประชาชน แต่ฝ่ายการเมือง กลับไม่นำเข้ารัฐสภา และไม่ผ่านพระมหากกษัตริย์จนมองว่าอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อน
4. ผลประโยชน์ทับซ้อน
จากคลิปสนทนาลับที่ถูกปล่อยออกมาชัดเจนว่า นักการเมือง 2 ประเทศมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้ง และเห็นถึงผลประโยชน์ทับซ้อนซึ่งน่าจะเป็นทรัพยากรทางทะเลของไทยที่จะแบ่งกัน
การเจรจาถ้อยทีถ้อยอาศัยที่ผิดแผกในคลิปทำให้คนไทยยิ่งมั่นใจและยิ่งไม่พอใจ
5. จุดเริ่มต้นการต่อสู้
สื่อต่างประเทศฉายภาพถ่ายทางอากาศแสดงการยิงจากฝั่งกัมพูชาก่อน ทหารไทยป้องกัน ต่อสู้ ประกาศกฎอัยการศึกให้อำนาจสั่งการเป็นของทหาร และชิงความได้เปรียบ
6. การเจรจายุติศึก
กัมพูชากำลังเพลี่ยงพล้ำร้องขอมหาอำนาจให้ช่วยจัดเจรจา นักการเมืองไทยยอมรับเจรจา ปราศจากเงื่อนไข และหยุดยิงเวลา 24.00 น. วันที่ 28 ก.ค. 68 แต่กัมพูชายังคงแอบยิง

สิ่งที่เห็นชัดเจนคือ กัมพูชาเปิดศึกทั้งที่เป็นประเทศเล็ก มีกำลังพล และมีอาวุธยุทโธปกรณ์น้อย หากชนะศึกก็ได้ชายแดน ได้ผลประโยชน์ แต่หากกำลังจะแพ้ศึกก็ใช้เล่ห์ดึงไปสู่การเจรจา
การสงบศึกเป็นการลดความสูญเสีย ลดการบาดเจ็บล้มตายจึงเป็นสิ่งที่ดี
แต่ภายหลังการสงบศึก คนไทยรู้ ฝ่ายการเมืองก็รู้ว่า ทุกอย่างจะวนกลับไปสู่การช่วงชิงดินแดนแบบเดิม ไปที่ MOU 43-44 ไปที่ผลประโยชน์ทับซ้อน และวนไปที่ข้อ 1-6 ที่คนไทยเห็นมานาน แต่การวนกลับครั้งนี้ ไทยอาจสูญเสียมากกว่าเดิมเพราะมีมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
มหาอำนาจยื่นมือครั้งนี้จึงเป็นการช่วยเหลือกัมพูชา โดดเดี่ยวไทย และเมื่อเข้าสู่การเจรจา ไทยจะถูกกดดัน อาจเสียชายแดน และเสียทรัพยากรที่ต้องแบ่งให้มหาอำนาจที่ยื่นมือเข้ามา
นักวิชาการหลายท่านจึงชี้ว่า การเจรจาครั้งนี้คือกับดักที่ทำให้ไทยอาจสูญเสียในภายหลังและชี้ไปในทิศทางเดียวกันว่า ไทยไม่ควรรับการเจรจาทันทีขณะที่ไทยกำลังได้เปรียบในศึก
แต่ไทยควรยื่นเงื่อนไขให้มหาอำนาจช่วยพิสูจน์ก่อน เช่น พิสูจน์ใครเป็นผู้เปิดศึกก่อน ใครเป็นผู้ปล่อยข่าวเท็จ เงื่อนไขจะทำให้ทหารไทยมีเวลาเร่งรบให้ได้ชัยชนะที่เด็ดขาดในมือ
เมื่อชนะเด็ดขาดแล้ว ไทยค่อยเข้าสู่การเจรจาที่ไม่ถูกกดดันจากมหาอำนาจ
ประเทศในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เช่นไทยและกัมพูชาห่างไกลมหาอำนาจมาก แต่ทำไมมายุ่งเกี่ยว เมื่อมหาอำนาจเข้ามายุ่งเกี่ยวในศึกเล็ก ๆ ในครั้งนี้ก็อาจดึงไทยให้เข้าสู่ศาลโลกที่อยู่ใต้อิทธิพลมหาอำนาจ และเคยทำให้ไทยเสียปราสาทเขาพระวิหารด้วยแผนที่ 1 ต่อ 200,000 มาแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เห็นว่า ประเทศเล็ก แต่มีนักการเมืองเจ้าเล่ห์ก็อาจทำการใหญ่ผ่านมหาอำนาจได้ ส่วนประเทศใหญ่ แต่มีนักการเมืองอ่อนด้อย มีผลประโยชน์ทับซ้อนแอบแฝงก็อาจเป็นเหยื่อมหาอำนาจ ทำให้ชาติของตนสูญเสีย และทำให้ประชาชนตกเป็นทาษเศรษฐกิจอย่างไม่รู้ตัว
ไทยนี้รักสงบ แต่การเข้าสู่กับดักเจรจาครั้งนี้อาจทำให้ไทยไม่สงบอีกต่อไป
คนไทยจึงได้แต่ภาวนาให้ระบบกฎหมายของไทยสามารถลดการนำของฝ่ายการเมืองเพื่อ เพิ่มศักยภาพของฝ่ายทหารให้มากขึ้น และหลีกเลี่ยงความสูญเสียที่อาจมีให้หมดไป.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : August 5, 2025

Logistics

ศุลกากรจีนขานรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น

ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2568 การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในประเทศจีนมีความก้าวหน้าที่โดดเด่น โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรจีนทั่วประเทศได้ยึดสินค้าต้องสงสัยละเมิดลิขสิทธิ์จำนวน 11,000 ครั้ง รวม 38.675 ล้านชิ้น พร้อมนี้ได้มีการอนุมัติเอกสารการยื่นขอคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 13,300 ฉบับ และการออกหนังสือรับรองทั่วไปสำหรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาจำนวน 150 ฉบับ

เมื่อ“ผลิตในจีน (Made in China)” เปลี่ยนเป็น “สร้างขึ้นในจีน (Created in China)” และ “สินค้าจีน (Chinese Products)” เปลี่ยนเป็น “ตราสินค้าจีน (Chinese Brands)”
นับตั้งแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติจีน ฉบับที่ 12 (2016-2020) เป็นต้นมา รัฐบาลจีนได้ดำเนินการยกระดับภาพลักษณ์การผลิตของจีน จนถึงปัจจุบันจีนได้พยายามส่งเสริมการพัฒนาที่มีคุณภาพสูง และผลักดันความร่วมมือทางการค้าพหุภาคีกับนานาประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตลาด Cross Border e-commerce การเปิดรับลงทุนจากต่างประเทศ รวมทั้งการสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมในประเทศ ดังนั้น การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของกรมศุลกากรจึงมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทนวัตกรรมของจีนที่เข้าสู่ตลาดต่างประเทศ

มาตรการและการดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของจีน
การบังคับใช้กฎหมายคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา กรมศุลกากรแห่งชาติจีนได้ดำเนินมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง โดยยึดสินค้าและดำเนินมาตรการบังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ์ ทั้งการส่งออกนำเข้าสินค้าผ่านช่องทางปกติ รวมทั้งอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ซึ่งส่งผลให้การดำเนินงานในปี 2568 มีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง
โครงการ “ศุลกากรอัจฉริยะเสริมพลังชาติ (Smart Customs Powerful Nation)” และ โครงการพิเศษเพื่อการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา “ปฏิบัติการหลงเถิง 2025” ซึ่งเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแบบเชิงรุก โดยใช้ระบบดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจจับและประเมินความเสี่ยงจากการละเมิดแบบอัตโนมัติ โดยเชื่อมโยงกับระบบศุลกากร 8 ระบบ ระบบอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดน ระบบจัดส่งด่วน และระบบจัดการพิธีการผ่านศุลกากร ซึ่งจะสามารถตรวจฉลาก และเครื่องหมายการค้า ที่ต้องสงสัยเป็นต้น
ความร่วมมือระหว่างประเทศ จีนได้เสริมสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและและวิธีการทำงานกับประเทศต่างๆ และเข้าร่วมในเวทีระหว่างประเทศ เช่น การประชุมคณะทำงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาจีน-สหภาพยุโรป และการประชุมสุดยอดด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาระดับภูมิภาค
การพัฒนากลไกการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ รวมถึงการส่งเสริมการบูรณาการระบบการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาในระดับภูมิภาคและระดับประเทศ โดยเน้นการประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่างๆ
การสนับสนุนนวัตกรรมและวิสาหกิจ ศุลกากรจีนได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนวิสาหกิจที่มีนวัตกรรม โดยการให้คำแนะนำและการสนับสนุนด้านการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งแรกของปี พ.ศ. 2568 จำนวนการยื่นขอโอนสิทธิบัตรทั่วประเทศมีจำนวนสูงถึง 1.025 ล้านฉบับ ซึ่งในจำนวนนี้มี 127,000 ฉบับเป็นของมหาวิทยาลัยและสถาบันวิจัย

การดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ในจีนจำนวนมาก
ในปี 2567 มีผู้ยื่นขอคำจดทะเบียนขอสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในจีน 29,541 ราย ได้รับการอนุมัติ 21,614 ราย โดยเป็นคำขอจากเจ้าของสิทธิฯ ในประเทศจีน 16,034 ราย เพิ่มขึ้น 24.19% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 74
ศุลกากรจีนได้ดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มงวด โดยมีการยึดสินค้าต้องสงสัยว่าละเมิดลิขสิทธิ์จำนวนมาก โดยการปราบปรามการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา (เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร และลิขสิทธิ์) ของศุลกากรจีน ในปี 2567 พบการดำเนินการที่มีนัยยะสำคัญดังนี้
o สินค้าที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า (Trademark) จำนวน 41,100 ครั้ง จำนวน 71.48 ล้านชิ้น
o สินค้าที่ต้องสงสัยว่าละเมิดสิทธิบัตร (Patent) และลิขสิทธิ์ (Copyright) จำนวน 249,000 ครั้ง จำนวน 4.99 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้น 71.33% และ 393.61% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าตามลำดับ
o สินค้าส่งออก 41,200 ครั้ง จำนวน 80.33 ล้านชิ้น ลดลงจากปีก่อนหน้า -34.16% และ สินค้านำเข้า 345 ครั้ง จำนวน 1.30 ล้านชิ้น ลดลงจากปีก่อนหน้า -26.52%
o การละเมิดลิขสิทธิ์ผ่านช่องทางการขนส่งสินค้า (ไปรษณีย์และการจัดส่งด่วน) จำนวน 3,732 ครั้ง จำนวน 65.14 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 31.81%
o Cross Border E-commerce (B2B) 25,300 ครั้ง จำนวน 20.27 ล้านชิ้น

มณฑล/เมืองต่าง ๆ ในจีนต่างขานรับการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น
ศุลกากรจีนมณฑลต่าง ๆ ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามอย่างต่อเนื่องในการเสริมสร้างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจที่มีคุณภาพสูงในประเทศ โดยดำเนินการควบคุมและปราบปรามสินค้าที่ต้องสงสัยพบว่ามีการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภท เช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องแต่งกาย อุปกรณ์กีฬา (เช่น รองเท้า FILA) สินค้าเทคโนโลยีและ gadget (เช่น SAMSUNG, HUBLOT) ผลิตภัณฑ์ยาสูบ อาหารและเครื่องดื่ม เครื่องสำอาง เครื่องใช้ในห้องน้ำ ผ้าอ้อมสำเร็จรูป รวมถึงสินค้าอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ (ละเมิดแบรนด์ในประเทศจีน เช่น HAVAL, Great Wall และ Chery) เป็นต้น
มณฑลกวางตุ้ง: มีการยึดสินค้าต้องสงสัยละเมิดลิขสิทธิ์ในอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนเพิ่มขึ้น 2.8 เท่าจากปีก่อน และมีการจดทะเบียนเจ้าของสิทธิ์ฯ รายใหม่เพิ่มขึ้น 6.9% ในไตรมาสแรกของปี 2568
มณฑลซานตง: ได้ดำเนินการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาอย่างเข้มข้น โดยได้ยึดสินค้าที่ละเมิดสิทธิ์จำนวนมาก รวมทั้งปรับปรุงกฎเกณฑ์การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา สินค้าที่พบการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุตสาหกรรม เช่น ไส้กรองอากาศและตลับลูกปืน ณ ศุลกากรเมืองชิงต่าว และชิ้นส่วนรถยนต์ที่ละเมิดเครื่องหมายการค้า ณ ศุลกากรเทียนจินซิงกัง
มณฑลเหอเป่ย: ศุลกากรเมืองสือเจียจวงได้ส่งเสริมการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาสำหรับสินค้าผ่านศุลกากร โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเฉพาะทาง เช่น อาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกหลักจำนวน 11,200 ตัน มูลค่า 97.275 ล้านหยวน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า
เมืองเซินเจิ้น เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว และหนิงโป ซึ่งเป็นด่านส่งออกและนำเข้าสำคัญ พบสินค้าต้องสงสัย 31,600 รายการ จำนวน 80,240,300 ชิ้น โดยพบสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์จริงคิดเป็นร้อยละ 76 และ 98 ตามลำดับ
ศุลกากรในพื้นที่ชายแดน เช่น อุรุมชี หนานหนิง คุนหมิง และฮาร์บิน พบสินค้าต้องสงสัยละเมิดลิขสิทธิ์ 1,151 รายการ จำนวน 861,800 ชิ้น
ศุลกากรในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก เช่น เฉิงตู ซีอาน และหนานชาง พบสินค้าต้องสงสัยละเมิดลิขสิทธิ์ 8,800 รายการ จำนวน 533,200 ชิ้น
ศุลกากรในสือเจียจวง หนานชาง และเหอเฟย มีการตรวจกักสินค้าเพิ่มขึ้นมากกว่า 200% รวมทั้งเมืองฉงชิ่งและไท่หยวนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน

ความเห็นของสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองชิงต่าว
จากนโยบายของจีนที่มุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพสูง และการปรับภาพลักษณ์เพื่อมุ่งสู่การสร้างตราสินค้าของจีนให้เป็นที่ยอมรับทั่วโลก รวมทังการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน/นักธุรกิจต่างชาติในการเข้าสู่ตลาดจีน จีนได้พยามยามยิ่งในการกวาดล้างการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นแนวโน้มที่ดี
อย่างไรก็ดี จากสถิติข้างต้นพบว่าจีนให้ความสำคัญกับการปราบปรามสินค้าส่งออกที่ละเมิดแบรนด์จีนค่อนข้างมากกว่าการนำเข้า ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยที่ต้องการเข้าสู่ตลาดจีนควรต้องให้ความสำคัญอย่างมากกับการระมัดระวังการละเมิดฯ และการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาของตนเองในจีนก่อนการทำการค้ากับจีนเช่นกัน
ทั้งนี้ จีนจะใช้หลัก “First to file” คือ ผู้ที่ยื่นจดทะเบียนก่อนจะได้รับสิทธิ์เหนือกว่า แม้ว่าจะไม่ใช่เจ้าของดั้งเดิม ซึ่งการจดทะเบียนควรต้องครอบคลุมทั้งตราสินค้าและรูปภาพที่จะใช้บนบรรจุภัณฑ์ด้วย โดยสามารถขอจดทะเบียนสิทธิบัตร (Patent) เครื่องหมายการค้า (Trademark) และแบบผลิตภัณฑ์ (Design Patent) ได้กับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China National Intellectual Property Administration: CNIPA) และขอจดลิขสิทธิ์ (Copyright) ได้กับสำนักงานลิขสิทธิ์แห่งชาติจีน (National Copyright Administration of China: NCAC)

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/f4jlc26hcszw933hobuvdr5x

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *