CEO ARTICLE
คนไทยตกงาน
ปัญหาคนไทยตกงานมากขึ้นเรื่อย ๆ จะแก้ไขอย่างไร ?
หลายปีที่ผ่านมา แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาทำงานในประเทศไทยมากขึ้น มองไปทางไหนก็พบแต่แรงงานต่างชาติจนสังคมเกิดข้อสงสัยว่า “แรงงานไทยหายไปไหน ?”
เมื่อมีการศึกษาก็พบว่า ส่วนหนึ่งทิ้งงานอุตสาหกรรมแล้วไปทำงานด้านบริการ ส่วนหนึ่งมีการย้ายถิ่นฐานไปทำงานต่างประเทศ ส่วนหนึ่งเข้าสู่สังคมสูงวัยที่เป็นผลมาจากสุขภาพที่ดีขึ้นและผู้สูงวัยที่ว่างงานก็มีแนวโน้มมากขึ้นเรื่อย ๆ และส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดทักษะจนว่างงาน
ยิ่งเศรษฐกิจทั่วโลกตก คนว่างงานทั่วโลกยิ่งมากขึ้น คนไทยก็ยิ่งตกงานมากขึ้น
แรงงานประเทศเพื่อนบ้านก็ตกงาน แต่เพราะค่าแรงขั้นต่ำของไทยมีอัตราสูงกว่าจึงจูงใจให้แรงงานต่างชาติหลั่งไหลเข้าไทยมากขึ้น ทำงานทุกด้าน แม้กฎหมายจะห้ามงานบางประเภท
แรงงานต่างชาติส่วนหนึ่งเข้ามาแย่งงานคนไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
อีกส่วนเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ยอมรับค่าแรงที่ต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำ ผู้ประกอบการจึงไม่ต้องรายงานกรมแรงงาน ไม่มีภาระประกันสังคม และทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง
แรงงานต่างชาติในประเทศไทยจึงมีมากอย่างที่เห็น
อุปทาน (Supply) แรงงานที่มากขึ้น เศรษฐกิจที่ตกทำให้ความต้องการ (Demand) ลดลง ในที่สุด แรงงานไทยก็ตกงาน แม้บางคนจะยอมเข้าสู่ภาคบริการที่ผิดกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่กลายเป็นคนไทยตกงาน และมีแนวโน้มจะตกงานมากขึ้นจนถูกมองว่า แรงงานไทยขี้เกียจ
ปัญหาคนไทยตกงานจึงแก้ไขโดยแรงงานไทยและผู้ประกอบไทยไม่ได้
หลายปีที่ผ่านมา ค่าครองชีพของไทยเพิ่มขึ้นจนค่าแรงขั้นต่ำที่ประกาศไม่เพียงพอ
แต่ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง มีการช่วงชิงคะแนนนิยม และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ความพยายามขึ้นค่าแรงขั้นต่ำจะเกิดขึ้นโดยฝ่ายการเมืองรู้ทั้งรู้ว่า แรงงานต่างชาติที่เข้ามามาก คนที่ได้ประโยชน์จากค่าแรงขั้นต่ำที่จะขึ้นจึงเป็นแรงงานต่างชาติมากกว่า แต่ก็ต้องทำเพื่อคะแนนนิยม
ยิ่งค่าแรงเพิ่มขึ้นก็ยิ่งดึงดูดแรงงานต่างชาติให้เข้ามา และยิ่งทำให้คนไทยตกงานมากขึ้น
เมื่อมองไปที่การส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI (Board of Investment) เจตนารมณ์ชัดเจนคือ เพื่อส่งเสริมให้มีการลงทุนในประเทศไทย เพื่อให้เกิดนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อความยั่งยืนด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม และเพื่อให้เกิดการจ้างงาน
คำว่า “การจ้างงาน” ของ BOI ไม่ระบุให้ชัดว่าต้องเป็น “แรงงานไทย”
แต่ระบุเงื่อนไขการจ้างแรงงานต่างชาติ เช่น เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย ได้รับใบอนุญาตให้ทำงาน (Work Permit) เป็นแรงงานมีฝีมือ มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 2 ปีกรณีวุฒิการศึกษาตรงกับตำแหน่งงาน และมีประสบการณ์ 5 ปีกรณีวุฒิการศึกษาไม่ตรงกับตำแหน่งงาน เป็นต้น
เงื่อนไขนี้ทำให้เข้าใจได้ว่าต้องจ้างแรงงานไทยเป็นหลัก แรงงานต่างชาติเป็นรอง
แต่เพราะแรงงานต่างชาติที่เข้ามามากขึ้น ผิดกฎหมายมากขึ้น และเพราะ BOI ตรวจสอบไม่ลึก ไม่จริงจัง ผู้ประกอบที่ได้ BOI ส่วนหนึ่งจึงจ้างแรงงานต่างชาติอย่างผิดเงื่อนไขมากขึ้น
หากเป็นแรงงานฝีมือที่จำเป็น และผิดเงื่อนไขเล็กน้อยยังพอเข้าใจ
แต่ผู้ประกอบการ BOI หลายรายกลับจ้างแรงงานต่างชาติที่ไร้ฝีมือมากมายให้ผลิตสินค้า บางรายให้ผลิตสินค้าที่ไม่สอดคล้องกับกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิด (Rule of Origin) แต่ได้ตรา Made in Thailand จนเป็นส่วนหนึ่งให้สหรัฐไม่พอใจ และประกาศขึ้นภาษีสินค้าไทยในระดับสูง
รัฐไม่มุ่งตรวจสอบผู้ประกอบการ BOI อย่างจริงจังจึงเป็นสาเหตุหนึ่งให้คนไทยตกงาน
ยิ่งรัฐมีการทุจริตในกระบวนการตรวจสอบก็ยิ่งละเลย ไม่เข้มงวด การตรวจสอบก็ยิ่งหย่อนยาน แรงงานต่างชาติก็ยิ่งเข้ามาแย่งงานมากขึ้น และยิ่งส่งผลให้คนไทยตกงานมากขึ้น
วันนี้ ไทยกับกัมพูชาเข้าสู่ภาวะสงคราม มีบาดเจ็บ มีตาย และมีคนกัมพูชาคอยส่งข่าว
แม้แรงงานต่างชาติไม่ใช่ต้นเหตุของสงคราม แต่เพราะรัฐไม่ตรวจสอบแรงงานต่างชาติให้เข้มแข็ง ให้ชัดเจน ไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจัง คนกัมพูชาบางคนจึงทำตัวเป็นสายลับส่งข่าว
รัฐจึงควรใช้สถานการณ์นี้ตรวจสอบการทุจริตให้เข้มงวด เคร่งครัดกับกฎหมายให้มากขึ้น สร้างแรงจูงใจแรงงานไทยมีโอกาสได้งานมากขึ้น และสร้างความชัดเจนให้กับแรงงานไทย
หากรัฐไม่ใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้ คนไทยจะตกงานมากขึ้นและเรียนรู้เทคโนโลยีได้น้อยลงยิ่งกว่าเดิม คนไทยตกงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ และเป็นหน้าที่โดยตรงของรัฐที่ต้องแก้ไข.
ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร
(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/
อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/
Date Published : July 29, 2025

Logistics
บังกลาเทศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือจิตตะกอง
ท่าเรือจิตตะกอง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักที่บริหารจัดการการนำเข้า-ส่งออกสินค้าถึง 93% ของบังกลาเทศ อยู่ระหว่างการพิจารณาการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจัดการสินค้า อาจจะสูงถึง 70-100% ปรากฎในข่าวของหนังสือพิมพ์ออนไลน์ The Financial Express และ The Business Standard การปรับขึ้นนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2529 ได้จุดประกายความกังวลในหมู่ผู้นำเข้า-ส่งออกเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายอยู่แล้ว รายงานนี้จะวิเคราะห์ถึงเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อการค้าในบังกลาเทศ
1. เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม
การพิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมของท่าเรือจิตตะกอง เกิดจากความจำเป็นในการเพิ่มรายได้และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ ซึ่งจัดการการค้ากว่า 93% ของบังกลาเทศ รวมถึงสินค้าจำเป็นอย่างข้าวสาลี น้ำมันพืช และเครื่องจักรอุตสาหกรรม เจ้าหน้าที่ท่าเรือให้เหตุผลว่าค่าธรรมเนียมที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ซึ่งกำหนดไว้ตั้งแต่ปี 2529 นั้นล้าสมัยและไม่สอดคล้องกับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น โดยในปี 2567 ท่าเรือมีรายได้ 5,055 ล้านตากา (ประมาณ 430 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรส่วนเกินเพิ่มขึ้น 37% เป็น 2,948 ล้านตากา (ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังคงยืนยันว่าต้นทุนการดำเนินงานที่สูงขึ้น จำเป็นต้องมีการปรับค่าธรรมเนียมเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค
นอกจากนี้ การบริหารจัดการท่าเรือโดยกองทัพเรือบังกลาเทศตั้งแต่วันที่ 7 กรกฎาคม 2568 ได้เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการตู้คอนเทนเนอร์รายวันขึ้นประมาณ 13% การปรับปรุงนี้ รวมถึงการพิจารณานำผู้ประกอบการต่างชาติเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการยกระดับท่าเรือให้ทันสมัยและสามารถแข่งขันกับท่าเรือในภูมิภาค เช่น ท่าเรือโคลัมโบ (ศรีลังกา) และท่าเรือสิงคโปร์ ซึ่งมีค่าธรรมเนียมสูงกว่าท่าเรือจิตตะกองอย่างมาก
2. ข้อเสนอและการต่อต้านจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
ข้อเสนอการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมได้รับการหารือในที่ประชุมเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2568 ที่กระทรวงการขนส่งทางน้ำ โดยมีตัวแทนจาก 28 หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม อย่างไรก็ตาม การประชุมสิ้นสุดลงโดยไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย เนื่องจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก รวมถึงสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าของบังกลาเทศ คัดค้านข้อเสนอของการท่าเรือจิตตะกอง (CPA) โดยระบุว่าการขึ้นค่าธรรมเนียมถึง 70-100% นั้นไม่สมเหตุสมผลและอาจลดความสามารถในการแข่งขันของบังกลาเทศในภาคการค้าและโลจิสติกส์
ตัวอย่างเช่น การจัดการตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต (TEU) ในปัจจุบันมีค่าใช้จ่ายประมาณ 15,000 ตากา (123 ดอลลาร์สหรัฐ) แต่ข้อเสนอใหม่ระบุว่าอาจเพิ่มขึ้นเป็น 25,000-30,000 ตากา ซึ่งสูงกว่าค่าใช้จ่ายที่ท่าเรือจิตตะกองในปัจจุบัน แต่ยังต่ำกว่าท่าเรือโคลัมโบ (100 ดอลลาร์สหรัฐ) และท่าเรือสิงคโปร์ (75 ดอลลาร์สหรัฐ) อย่างไรก็ตาม ผู้นำธุรกิจ เช่น นายนูรุล เคยูม ข่าน ประธานสมาคมคลังสินค้าภายในของบังกลาเทศ เสนอว่าการปรับขึ้นเพียง 15% จะเหมาะสมกว่า เพื่อลดผลกระทบต่อภาคธุรกิจที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากค่าเงินที่อ่อนลง ค่าขนส่งที่สูงขึ้น และความต้องการในตลาดที่ลดลง
3. ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและผู้บริโภค
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือจิตตะกอง อาจส่งผลกระทบอย่างกว้างขวางต่อเศรษฐกิจของบังกลาเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มสำเร็จรูป (RMG) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 80% ของการส่งออกของประเทศ การเพิ่มขึ้นของต้นทุนการนำเข้าวัตถุดิบและการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป อาจทำให้ความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของบังกลาเทศลดลง โดยเฉพาะเมื่อต้องเผชิญกับภาษีนำเข้าที่สูงถึง 35% จากสหรัฐฯ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2568 นายเบลายัต ฮอสเซน อดีตผู้อำนวยการสมาคมผู้ผลิตและผู้ส่งออกเครื่องนุ่งห่มแห่งบังกลาเทศ (BGMEA) เสนอว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมควรอยู่ในระดับ 10-20% เพื่อให้ธุรกิจสามารถรับมือได้
นักเศรษฐศาสตร์อย่างนายอนุ มูฮัมหมัด เตือนว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอาจทำให้ราคาสินค้านำเข้าแพงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้บริโภค โดยเฉพาะครัวเรือนที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ซึ่งกำลังเผชิญกับอัตราเงินเฟ้อที่สูงถึง 9% มานานเกือบหนึ่งปี การขึ้นราคาสินค้าจำเป็น เช่น ข้าว (เพิ่มขึ้น 10 ตากาต่อกิโลกรัม) และน้ำมันพืช (เพิ่มขึ้น 20 ตากาต่อลิตร) จะยิ่งเพิ่มภาระให้กับประชาชนทั่วไป
4. ความพยายามในการปรับปรุงและการบริหารจัดการ
เพื่อลดความกังวลต่อผลกระทบของการปรับขึ้นค่าธรรมเนียม รัฐบาลชั่วคราวของบังกลาเทศกำลังพิจารณานำผู้ประกอบการต่างชาติ เช่น บริษัท DP World จากดูไบ เข้ามาช่วยบริหารจัดการท่าเรือ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนโลจิสติกส์ ซึ่งตามข้อมูลของธนาคารโลก คิดเป็น 4.5-4.8% ของผลผลิตภาคอุตสาหกรรมของบังกลาเทศ ซึ่งสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาก การลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงเพียง 1% อาจเพิ่มความต้องการส่งออกได้ถึง 7.4% ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้จากการส่งออกได้ถึง 19%
นอกจากนี้ การอนุญาตให้เรือขนาดใหญ่ที่มีความยาวถึง 200 เมตรและกินน้ำลึก 10 เมตร เข้ามาเทียบท่าได้ตั้งแต่ต้นปี 2565 เป็นอีกหนึ่งความพยายามในการลดความแออัดและต้นทุนการค้าต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงนี้ได้รับการสนับสนุนจากสมาคมตัวแทนขนส่งสินค้าของบังกลาเทศ ซึ่งระบุว่าการใช้เรือขนาดใหญ่จะช่วยลดต้นทุนการนำเข้าได้อย่างมาก
5. การตัดสินใจล่าสุดและความคืบหน้า
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2568 ที่ปรึกษาด้านการขนส่งทางน้ำ (เทียบเท่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม) นายเอ็ม ซาคาวัต ฮอสเซน ประกาศว่าท่าเรือจิตตะกองจะปรับขึ้นค่าธรรมเนียมโดยเฉลี่ย 30% ซึ่งเป็นการลดลงจากข้อเสนอเดิมที่ 70-100% การปรับขึ้นนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ รายได้ และประสิทธิภาพของท่าเรือภายใต้การบริหารจัดการของกองทัพเรือ การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากการเดินทางไปตรวจท่าเรือและได้รับการยืนยันจากสื่อออนไลน์หลายแห่ง เช่น The Daily Sun, UNB และ Dhaka Tribune อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้ยังคงได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากผู้นำธุรกิจ ที่กังวลว่าการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมจะเพิ่มต้นทุนการดำเนินงาน ในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจของประเทศ กำลังเผชิญกับความท้าทายจากอัตราเงินเฟ้อและนโยบายการค้าสหรัฐฯ รัฐบาลก็ยังยืนยันว่าการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และการบริหารจัดการโดยผู้เชี่ยวชาญจะช่วยลดผลกระทบในระยะยาว
สรุป
การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือจิตตะกองโดยเฉลี่ย 30% ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบเกือบสี่ทศวรรษ สะท้อนถึงความพยายามของบังกลาเทศในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานและประสิทธิภาพของท่าเรือเพื่อแข่งขันในระดับภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจ เช่น อัตราเงินเฟ้อที่สูง ภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ และความเปราะบางของภาคการส่งออก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม การปรับขึ้นค่าธรรมเนียมอาจช่วยเพิ่มรายได้และปรับปรุงการบริหารจัดการท่าเรือ แต่ก็เสี่ยงที่จะเพิ่มภาระให้กับผู้บริโภคและลดความสามารถในการแข่งขันของการส่งออก การบริหารจัดการอย่างรอบคอบ รวมถึงการนำผู้ประกอบการต่างชาติที่มีประสบการณ์เข้ามา และการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดผลกระทบและรักษาการเติบโตทางเศรษฐกิจของบังกลาเทศในระยะยาว
ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/cjw5smwdup69mlan1kd1xdc5








Leave a Reply
Want to join the discussion?Feel free to contribute!