CEO ARTICLE

2 นคราประชาธิปไตย

Published on September 22, 2025


Follow Us :

    

ประเทศไทยจะพ้นจาก 2 นคราประชาธิปไตยได้หรือไม่ ?

ในอดีต การเมืองไทยอยู่ในทฤษฏี 2 นคราประชาธิปไตยมานาน
คำว่า “2 นครา” เป็นการอธิบายว่า คนที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพฯ มีเศรษฐกิจดีกว่า มีการศึกษาสูงกว่า แต่เลือก ส.ส. ได้จำนวนน้อยกว่า ขณะที่คนต่างจังหวัดส่วนใหญ่มีเศรษฐกิจและการศึกษาด้อยกว่า มีปัญหา มีความเดือดร้อนมากกว่า คนต่างจังหวัดจึงต้องพึ่งคนมีอำนาจ
เมื่อมีการเลือกตั้งในอดีต คนต่างจังหวัดจะเลือกนักการเมืองที่พึ่งได้มากกว่า เลือกด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า ผลประโยชน์ใกล้มือ เลือกสิ่งที่จับต้องได้ หรือเลือกคนที่รู้จักเพื่อพึ่งพา
คนต่างจังหวัดมีมากกว่าคนกรุงเทพฯ จึงเลือกจำนวน ส.ส. ได้มากกว่า
เมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาล ส.ส. จากต่างจังหวัดจึงมีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลได้มากกว่า และทำให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งส่วนใหญ่มีสภาพเป็นรัฐบาลของคนต่างจังหวัด
แต่เพราะคนกรุงเทพฯ มีการศึกษาดีกว่า อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า มีปาก มีเสียงดังกว่า เมื่อใดที่ไม่พอใจรัฐบาลก็จะแสดงออกได้ชัดเจนกว่า ดังกว่าคนต่างจังหวัด และเป็นที่เกรงกลัวของรัฐบาล กดดันรัฐบาล มีผลต่อการบริหารราชการจนเกิดการยุบสภา หรือลาออกบ่อย ๆ
คนในกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดจึงเป็นคนจาก 2 นครที่มีสภาพต่างกัน
แม้จะต่างกัน แต่คน 2 นครก็อยู่ในประเทศเดียวกัน มีระบบการเลือกตั้งเดียวกัน คนจากนครหนึ่งเป็นผู้ตั้งรัฐบาล คนจากอีกนครหนึ่งเป็นผู้ล้มรัฐบาลจนมีสภาพเป็น 2 นครอย่างที่เห็น
คนจาก 2 นครจึงเป็น “2 นคราประชาธิปไตย” ที่อยู่คู่การเมืองไทยเรื่อยมา

ในการเลือกตั้งทั่วไปทั้งประเทศแต่ละครั้ง คนกรุงเทพฯ จะมีจำนวน ส.ส. ได้ราว 7%
ไม่ว่าคนกรุงเทพฯ จะมีเศรษฐกิจและมีการศึกษาดีกว่าเพียงใด แต่จำนวน ส.ส. 7% ไม่มีทางจัดตั้งรัฐบาลได้โดยลำพัง ต้องรวมกับ ส.ส. ต่างจังหวัดให้ได้มากกว่า 50% ทุกครั้ง
ส.ส. ต่างจังหวัดที่มีมากราว 93% จึงมีโอกาสมากกว่า และไม่ต้องง้อ ส.ส. กรุงเทพฯ
แต่หลายปีที่ผ่านมา คนต่างจังหวัดค่อย ๆ มีการศึกษาดีขึ้น มีความรู้ มีความเข้าใจระบบการเมืองมากขึ้น เมื่อประกอบกับการสื่อสารที่พัฒนามากขึ้นเรื่อย ๆ คนจาก 2 นครจึงค่อย ๆ ร่วมมือทางการเมืองมากขึ้น และมีการเลือกนักการเมืองในทิศทางเดียวกันให้เห็นหลายครั้ง
ล่าสุดในการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 14 พ.ค. 2566 คนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดมีความคิดอยากเปลี่ยนประเทศไทยเหมือนกัน ร่วมมือกันเลือกพรรคส้มเหมือนกันราวนัดหมายจนพรรคส้มชนะการเลือกตั้ง ได้เป็นที่ 1 ด้วยคะแนนรวมราว 14 ล้านเสียง คิดเป็น 36.54%
พรรคส้มได้ ส.ส. กรุงเทพฯ 35 คนจาก 36 คน และได้ ส.ส. ทั้งประเทศรวม 151 คนจึงมีสภาพเป็นพรรคคนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดร่วมมือกัน และทำให้สภาพคนจาก 2 นครจางลง
ขณะที่พรรคแดงได้คะแนนราว 11 ล้านเสียง คิดเป็น 27.74% เป็นที่ 2 ได้ ส.ส. ทั้งประเทศรวม 141 คน เป็น ส.ส. กรุงเทพฯ เพียง 1 คน พรรคแดงจึงมีสภาพเป็นของคนต่างจังหวัด
ภายหลังการเลือกตั้งครั้งนั้น หากพรรคส้มที่เป็นตัวแทนของคน 2 นครได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สภาพ “2 นคราประชาธิปไตย” จะหมดไป เป็นรัฐบาลของคนจาก 2 นครร่วมมือกัน
แต่พรรคส้มจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้ พรรคแดงชิงตัดหน้าจัดตั้งรัฐบาลแทนที่
พรรคแดงเป็นตัวแทนของคนต่างจังหวัด รัฐบาลจึงเป็นของคนต่างจังหวัดอีกครั้ง พรรคส้มต้องเป็นฝ่ายค้าน และทำให้สภาพ “2 นคราประชาธิปไตย” หวนกลับคืนมา
แต่แล้วอยู่ ๆ วันที่ 24 ก.ค. 2568 ก็เกิดสงครามระหว่างไทยกับกัมพูชา ทั้งที่พรรคแดงเป็นรัฐบาล แต่กลับถูกมองเป็นต้นเหตุของสงครามทำให้คนกรุงเทพฯ และคนต่างจังหวัดไม่พอใจ
คนจาก 2 นครกลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง แสดงพลังไม่พอใจพรรคแดงเหมือนกัน ไม่พอใจที่ต่อสู้ไม่เต็มที่ สุดท้าย นายกรัฐมนตรีจากพรรคแดงก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้พ้นสภาพ
พรรคน้ำเงินซึ่งเป็นตัวแทนคนต่างจังหวัดอีกพรรคได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทนที่
ครั้งนี้ พรรคส้มยังเป็นผู้นำฝ่ายค้าน ส่วนพรรคแดงแม้ต้องเป็นฝ่ายค้านร่วม แต่กลับไม่มีความชัดเจนจนทำให้การเมืองมีสภาพ 3 สี และแบ่งเป็น 3 ก๊ก
ด้านหนึ่งเป็นการเมือง 3 ก๊ก แต่อีกด้านก็ตอกย้ำ “2 นคราประชาธิปไตย” ให้คงอยู่ต่อไป
ไม่มีใครรู้ว่า สภาพ 2 นครจะอยู่คู่การเมืองไทยอีกนานแค่ไหน แต่หากคน 2 นครมีความร่วมมือกันอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะร่วมมือไปทางเสรีนิยม อนุรักษ์นิยม หรือการเมืองสุดโต่ง และไม่ว่าจะร่วมกันเลือกคนมีความรู้ในการบริหารประเทศ หรือเลือกคนไม่มีความรู้ ไม่ประสีประสา สภาพ “2 นคราประชาธิปไตย” ก็คงจางลง หมดไป และทำให้ทิศทางการเมืองของไทยเปลี่ยนไปเช่นกัน
ส่วนจะเปลี่ยนไปจนประเทศมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง มีแต่การกินดี อยู่ดี หรือจะเปลี่ยนให้ประชาชนยังจมอยู่ในความขัดแย้งและความยากจนก็เป็นเรื่องของคน 2 นครจะตัดสินใจร่วมกัน.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : September 22, 2025

Logistics

ดันส่งออกไทยไปยุโรปด้วยเส้นทางโลจิสติกส์สีเขียว (แหลมฉบัง – โคเปอร์)

สโลวีเนีย เป็นประเทศขนาดไม่ใหญ่ตั้งอยู่ในยุโรปกลาง มีจำนวนประชากรประมาณ 2 ล้านคนและมี GDP ประมาณ 72 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ มีท่าเรือโคเปอร์ (Koper) ตั้งอยู่บนชายฝั่งทะเลเอเดรียติกอันมีศักยภาพสูงในการเชื่อมโยงเส้นทางการค้าจากเอเชียสู่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกที่ถือเป็นจุดยุทธศาสตร์ทางการค้า เป็นประตูไปสู่ประเทศและเมืองเศรษฐกิจสำคัญใกล้เคียงอย่าง ออสเตรีย ฮังการี สโลวาเกีย เช็ก โครเอเชีย บอสเนีย เซอร์เบีย มอนเตเนโก รวมถึงเยอรมนีตอนใต้ (รัฐบาวาเรีย) และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีประชากรรวมกว่า 73 ล้านคน มี GDP เฉลี่ยประมาณ 300 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตราการเติบโตเฉลี่ยของ GDP 1.8%
ล่าสุด ทีมประเทศไทย ณ กรุงเวียนนา นำโดย นางสาวภัทรัตน์ หงษ์ทอง เอกอัครราชทูต ณ กรุงเวียนนา ได้จัดกิจกรรม Thailand – Slovenia Advancing Economic Partnership for the Future เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ณ กรุงลูบลิยานา สาธารณรัฐสโลวีเนีย และมี นางสาวอรอนุช ผดุงวิถี ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ณ กรุงเวียนนา ร่วมเป็นผู้อภิปรายในหัวข้อ Unlocking Trade and Investment Opportunities กิจกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นภายใต้การผลักดันของกระทรวงการต่างประเทศของไทยและสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ซึ่งเล็งเห็นถึงโอกาสและศักยภาพในการขยายการค้าระหว่างไทยกับสโลวีเนียและการใช้ท่าเรือโคเปอร์เป็นประตูการกระจายสินค้าไทยสู่ยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกซึ่งสามารถย่นระยะทางการขนส่งจากไทยทั้งทางน้ำและทางบก (Maritime and inland transportation) ได้ กิจกรรมดังกล่าวยังช่วยกระชับความสัมพันธ์และขยายเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจกับผู้ประกอบการสโลวีเนียอีกด้วย
ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นสำนักงานฯ
สคต. ณ กรุงเวียนนา มองว่าการร่วมมือทางการค้าระหว่างไทยกับสโลวีเนียและการพิจารณาใช้เส้นทาง โลจิสติกส์ใหม่ผ่านท่าเรือโคเปอร์จะเป็น “Game-Changer” เนื่องจากสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในห่วงโซ่อุปทานโดยการย่นเวลาการขนส่งและลดปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ได้มากเมื่อเทียบกับการขนส่งผ่านท่าเรือหลักทางยุโรปเหนืออย่าง Rotterdam หรือ Hamburg ทั้งนี้ประเทศในยุโรปกลางหลายประเทศมีเศรษฐกิจที่กำลังเติบโต มีกำลังซื้อและการบริโภคเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และมีศักยภาพในการขยายตัวทางการค้าและการลงทุนในอนาคต การพิจารณาใช้เส้นทางโลจิสติกส์สีเขียวจากไทยมายุโรปกลาง (แหลมฉบัง – โคเปอร์) จะช่วยสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในตลาดยุโรปกลางได้อย่างยั่งยืนกว่าและตอบโจทย์ตลาดยุโรปซึ่งเป็นตลาดที่มีความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

ผู้ประกอบการไทยที่สนใจใช้ท่าเรือโคเปอร์เป็นช่องทางนำเข้าสินค้าสู่ตลาดยุโรป ควรให้ความสำคัญกับการปรับระบบโลจิสติกส์และหาพันธมิตรท้องถิ่นที่สามารถเชื่อมต่อการขนส่งต่อเนื่องไปยังประเทศเป้าหมายได้ สคต. ณ กรุงเวียนนา ยินดีให้คำปรึกษาและข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อการสนับสนุนการขยายธุรกิจและการส่งออกต่อไป

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/blz9jg9j4mvqkrmdcgg6vy79

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *