CEO ARTICLE

ศาลรัฐธรรมนูญ

Published on September 1, 2025


Follow Us :

    

ประเทศไทยควรมีศาลรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ ?

ศาลรัฐธรรมนูญมีชื่อทางการว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” (Constitution Court)
ชื่อทางการมีคำว่า “ตุลาการ” เพื่อแยกศาลรัฐธรรมนูญให้ต่างจากศาลยุติธรรม เช่น ศาลแพ่งและศาลอาญาที่ต้องวางตัวเป็นกลาง ไม่ซัก ไม่ถาม แต่ฟังอย่างเดียวใน “ระบบกล่าวหา”
แต่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ “ระบบไต่สวน” ศาลฯ จะซักถามด้วยตนเองเพื่อแสวงหาข้อเท็จจริงให้ครบถ้วน ให้สิ้นสงสัย การซักถามทำให้ผู้ถูกกล่าวหาเผยพิรุธให้เห็น แต่ในทางตรงกันข้ามก็อาจทำให้ศาลฯ ดูไม่เป็นกลาง หรืออาจเป็นคำถามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ประโยชน์ก็ได้
ศาลรัฐธรรมนูญจึงถูกมองว่าอาจไม่เป็นกลาง และไม่ใช่ศาลยุติธรรม
ในโลกนี้มีหลายประเทศที่ใช้ระบบศาลรัฐธรรมนูญเช่นเดียวกับไทย เช่น อิตาลี เกาหลีใต้ สเปน เยอรมนี เบลเยี่ยม โปรตุเกส ตุรกี รัสเซีย แอฟริกาใต้ ชิลี และอินโดนีเซีย เป็นต้น
สาเหตุที่ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ
ผู้ใดละเมิดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญต้องรู้ตัว แต่ในอดีตเมื่อนักการเมืองทำผิด ฝ่าฝืน และละเมิด นักการเมืองส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัว หรือรู้ตัว แต่ไม่สำนึก ไม่ขอโทษประชาชน ไม่ลาออก ไม่ถูกลงโทษ เกิดความขัดแย้ง ความวุ่นวาย และเกิดการรัฐประหารที่นำไปสู่การล้มรัฐธรรมนูญ
ประเทศไทยจึงนำศาลรัฐธรรมนูญมาใช้ในปี 2540 เพื่อทำหน้าที่ปกป้องรัฐธรรมนูญ
แต่เวลานั้น ระบบนี้ยังเป็นของใหม่ ยังไม่ชัดเจน นักการเมืองยังฝ่าฝืนจนเกิดรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญต้องมีผู้พิพากษาจากศาลฎีกา ศาลปกครอง มีผู้ทรงคุณด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ หัวหน้าส่วนราชการระดับสูงซึ่งรวมเป็นองค์คณะ 9 ท่านเพื่อให้การไต่สวนรอบด้านจนเกิดคำว่า “ซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์” และ “มาตรฐานจริยธรรม”
ในที่สุด นักการเมืองและประชาชนก็ค่อย ๆ คุ้นเคยกับศาลรัฐธรรมนูญมากขึ้น

นับตั้งแต่ปี 2540 มีนักการเมืองส่วนน้อยเท่านั้นที่สอบผ่านศาลรัฐธรรมนูญ
นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ผ่าน ต้องยุติบทบาททางการเมือง บางคนถูกตัดสิทธิ์หลายปี บางคนต้องยุติบทบาทตลอดชีวิต และบางคนต้องถูกดำเนินคดีอาญาในภายหลัง
ขณะที่นายกรัฐมนตรีเข้าสู่ระบบไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญมีมากถึง 7 คน มีเพียง 2 คนเท่านั้นที่ผ่านออกมาได้คือ คุณทักษิณ ชินวัตร และคุณประยุทธ์ จันทร์โอชา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค. 2568 คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกฯ คนที่ 7 ที่ไม่ผ่าน
นักวิชาการส่วนหนึ่งมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาลยุติธรรมที่อาจมีความลำเอียงจึงควรยกเลิก และมองว่า นักการเมืองเป็นบุคคลที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนโดยตรง หากต้องยุติบทบาททางการเมืองก็ควรเข้าสู่สนามเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน
หากประชาชนไม่เลือก นักการเมืองผู้นั้นก็ต้องยุติบทบาททางการเมืองไปเอง
แต่นักวิชาการอีกส่วนมองว่า ประเทศไทยยังวนเวียนอยู่ในรัฐพันลึก มีระบบพวกพ้อง มีธุรกิจสีเทา มีเจ้าพ่อมาเฟีย มีอิทธิพลท้องถิ่น มีอำนาจผูกขาด และมีเงินเข้าควบคุมให้การเลือกตั้งอยู่ในระบบอุปถัมภ์ ไม่บริสุทธิ์ และไม่ยุติธรรมอย่างแท้จริง (บทความที่ 894)
ในมุมนี้ทำให้นักการเมืองสีเทา คนทุจริต หรือคนแสวงหาผลประโยชน์ผ่านเข้ามาได้ง่าย ๆ ได้รับการเลือกตั้งและฟอกตัวให้ขาว การมีศาลรัฐธรรมนูญจึงช่วยกำจัดคนเหล่านี้ให้ออกไป
มุมนี้จึงมองว่า ศาลรัฐธรรมยังจำเป็นต่อการเมืองไทย
นักวิชาการ 2 ส่วนมีมุมมองที่ต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ทั้ง 2 ส่วน ประชาชน และนักการเมืองเกือบทั้งหมดไม่ต้องการให้ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับการรัฐประหารอีกต่อไป
แม้ล่าสุดจะมีข่าวดีลลับ มีข่าวหักเหลี่ยมไปมา และข่าวถุงขนมตกใส่ศาลรัฐธรรมนูญบางท่าน แต่ก็เป็นเพียงข่าว พิสูจน์ไม่ได้ และสุดท้าย ศาลรัฐธรรมนูญก็พิจารณาด้วยมติเสียงส่วนใหญ่ด้วยหลักการ และด้วยเหตุผลให้เป็นที่ยอมรับของประชาชนจนลดความขัดแย้งลงไป
วันนี้ รัฐบาลใหม่กำลังจะเกิดขึ้น หัวข้อที่นำมาต่อรองกันคือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ไม่มีใครรู้ว่า ในอนาคต นายกรัฐมนตรีคนต่อไปจะมีความซื่อสัตย์ จะมีมาตรฐานจริยธรรมมากขึ้นหรือไม่ นักการเมืองรุ่นใหม่จะมีจิตสำนึกดีขึ้นหรือไม่ และประเทศไทยจะมีศาลรัฐธรรมนูญให้เข้ามาควบคุม และปกป้องรัฐธรรมนูญต่อไปหรือไม่ ??
หากศาลรัฐธรรมนูญถูกยกเลิก หรือลดบทบาทลงโดยไม่มีหน่วยงานใดปกป้องรัฐธรรมนูญแทนที่ การฝ่าฝืนกฎหมายและการทุจริตก็อาจมากขึ้น และวนไปสู่การรัฐประหารเช่นเดิม
ศาลรัฐธรรมนูญจะมีอนาคตเช่นไรจึงเป็นเรื่องที่ผู้สนใจการเมืองควรติดตาม.

ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร

(พื้นที่โฆษณา)
โฉนดแลกเงินด่วน ดอกเบี้ยเริ่มต้น 0.75% ต่อเดือน ถูกกฎหมาย
อนุมัติใน 3 วัน ทำสัญญาที่สำนักงานเขตที่ดิน ไม่เช็คบูโร
ติดต่อ https://inno-home.com/loan-lead/

อ่านบทความอื่นที่เขียนโดย ดร. สิทธิชัย ชวรางกูร ได้ที่ https://snp.co.th/e-journal/

Date Published : September 1, 2025

Logistics

AEO จีน-ไทยมีผลบังคับใช้ หนุนการค้าเจียงเหมิน–ไทย โตต่อเนื่อง เพิ่มโอกาสผู้ประกอบการไทย

ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2025 ความร่วมมือด้านการค้าระหว่างจีน–ไทยได้ก้าวสู่มิติใหม่ เมื่อ ศุลกากรจีนและศุลกากรไทยเริ่มบังคับใช้ “ความตกลงยอมรับร่วมกัน (Authorized Economic Operator : AEO)” อย่างเป็นทางการ โดย AEO เป็นมาตรฐานที่ได้รับการรับรองจากศุลกากรของแต่ละประเทศว่าได้ปฏิบัติตามกรอบมาตรฐานขององค์การศุลกากรโลก (WCO) และปัจจุบันจีนได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับกว่า 52 ประเทศทั่วโลก ซึ่งระบบ AEO หมายความว่าผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจากฝ่ายศุลกากรของทั้งสองประเทศ จะได้รับสิทธิประโยชน์ด้านการอำนวยความสะดวกทางการค้า เช่น อัตราการตรวจสอบสินค้าที่ต่ำลง การตรวจปล่อยสินค้าที่รวดเร็วขึ้น รวมถึงได้รับสิทธิ์ความสำคัญในการตรวจสอบหรือเคลียร์สินค้าเมื่อเกิดภาวะวิกฤติหรือการหยุดชะงักทางการค้า

“เมืองเจียงเหมิน” มณฑลกวางตุ้ง ด่านการค้าสำคัญกับไทย ถือเป็นหนึ่งในเขตการค้าสำคัญที่มีความสัมพันธ์กับไทยอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้ (ม.ค.–ก.ค. 2025) มูลค่าการค้ารวมของเจียงเหมินกับไทยสูงถึง 3.5 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เฉพาะในกลุ่มบริษัทที่ได้รับการรับรองเป็น AEO ในเจียงเหมินจำนวน 34 ราย มีมูลค่าการค้ากับไทยรวม 1.24 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้นกว่า 30.2% แสดงให้เห็นว่ามาตรการ AEO ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนการค้า แต่ยังสร้างความเชื่อมั่นให้กับภาคเอกชนในการขยายความร่วมมือกับตลาดไทย โดยหนึ่งในกรณีที่น่าสนใจคือ บริษัท Asia Symbol (Guangdong) Paper Co., Ltd. ซึ่งเป็นผู้ผลิตกระดาษรายใหญ่ที่สุดของเขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมปากแม่น้ำจูเจียง และเป็นบริษัทที่ได้รับการรับรอง AEO ระดับสูงสุด เผยว่าหลังการบังคับใช้ AEO จีน–ไทย อัตราการตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าจากไทยลดลงกว่าครึ่ง

สิทธิประโยชน์ AEO: ลดต้นทุน เพิ่มขีดความสามารถ
จากข้อมูลของ สำนักงานศุลกากรเมืองเจียงเหมิน หลังการบังคับใช้มาตรการ AEO Mutual Recognition ระหว่างจีน–ไทย ผู้ประกอบการที่ได้รับการรับรองจะได้รับสิทธิประโยชน์หลัก ได้แก่
– อัตราการตรวจสอบสินค้าต่ำลง (Low inspection rate)
– สิทธิในการตรวจสอบลำดับความสำคัญ (Priority clearance)
– สิทธิประโยชน์ในภาวะวิกฤติ (Post-disruption priority clearance)
ปัจจัยเหล่านี้จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ลดเวลาการดำเนินพิธีการศุลกากร และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการทั้งฝั่งจีนและไทย

โอกาสสินค้าไทยในตลาดจีน
การยกระดับความร่วมมือ AEO จีน–ไทยครั้งนี้ มีนัยสำคัญอย่างมากต่อแนวโน้มการนำเข้าสินค้าไทยในอนาคต อาทิ

1. ผลไม้สดและแปรรูปจะได้เปรียบมากขึ้น
ทุเรียน มังคุด และลำไยซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยในตลาดจีน จะสามารถเข้าสู่ตลาดได้รวดเร็วและสดใหม่มากขึ้น ด้วยการลดขั้นตอนศุลกากรและเวลาการตรวจสอบ ทำให้ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพระหว่างขนส่ง

2. สินค้าเกษตรแปรรูป–อาหารสุขภาพได้รับแรงหนุน
สินค้าประเภทอาหารแปรรูป ผลไม้อบแห้ง และเครื่องดื่มสุขภาพ ที่จีนมีความต้องการสูง จะมีโอกาสขยายตัว เนื่องจากระบบ AEO ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้า ซึ่งจะทำให้ราคาสินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้นในตลาดจีน

3. สินค้าอุตสาหกรรมและวัตถุดิบจากไทย
ในภาคการผลิต จีนยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากไทย เช่น ไม้ยางพารา ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และเคมีภัณฑ์บางประเภท ทั้งนี้ ความตกลงยอมรับร่วมกัน (AEO) จะช่วยให้การจัดส่งเป็นไปอย่างมีเสถียรภาพและต้นทุนต่ำลง ซึ่งเอื้อต่อการที่ผู้ผลิตจีนเลือกไทยเป็นคู่ค้าระยะยาว

4. การกระจายตลาดสู่เมืองรองและเมืองชั้นหนึ่งใหม่ (New first-tier cities)
การขนส่งที่รวดเร็วและต้นทุนต่ำ ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสกระจายสู่ตลาดตอนใต้ของจีน เช่น หูเป่ย เสฉวน และหูหนาน ซึ่งเริ่มแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการนำเข้าที่สูงขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
มาตรการ AEO Mutual Recognition ระหว่างจีน–ไทย เป็นการ “เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน” ที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกันยังสอดรับกับการขยายตัวของความตกลง RCEP และโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ซึ่งจะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการค้าไทย–จีนในระยะยาว ทั้งนี้ หากผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จากมาตรการนี้อย่างเต็มที่ ร่วมกับการพัฒนามาตรฐานสินค้าและการสร้างแบรนด์ ประเทศไทยจะสามารถขยายส่วนแบ่งการตลาดในจีนได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในสินค้าเกษตร–อาหาร และอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภคจีนรุ่นใหม่

ผลกระทบด้านเศรษฐกิจต่อประเทศไทย และแนวทางการปรับตัวของภาครัฐ ภาคเอกชน และผู้ประกอบการไทย
การบังคับใช้ AEO Mutual Recognition จีน–ไทย ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2025 ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยยกระดับความสะดวกทางการค้าระหว่างสองประเทศ สร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการ และเปิดโอกาสใหม่ให้กับสินค้าไทยในตลาดจีน โดยเฉพาะผลไม้สด อาหารแปรรูป และวัตถุดิบอุตสาหกรรม

หากผู้ประกอบการไทยสามารถปรับกลยุทธ์การค้าโดยใช้มาตรการนี้เป็น “แต้มต่อ” พร้อมพัฒนาระบบโลจิสติกส์และการตลาดดิจิทัล เชื่อว่าในอนาคต จีนจะยังคงเป็น “ตลาดยุทธศาสตร์อันดับหนึ่ง” ของไทย และจะช่วยผลักดันให้ความร่วมมือไทย–จีนเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป

ที่มา: https://www.ditp.go.th/post/on4k2yi3kh8wn38nv42iqclk

0 replies

Leave a Reply

Want to join the discussion?
Feel free to contribute!

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *